Guccio Gucci

 

บ่อยครั้งที่ใครต่อใครแอบสงสัยว่า เพราะเหตุใดสินค้าแบรนด์เนมบางยี่ห้อจึงมีชื่อเสียงโด่งดังข้ามโลก ข้ามกาลเวลา อีกทั้งยังมีราคาแพงหูฉี่เสมอต้นเสมอปลาย แต่ใครต่อใคร (ที่มีสตางค์) ต่างรอคอยจะเป็นเจ้าของถึงขนาดต้องต่อคิวแย่งกันซื้อ คำตอบก็คือ การสื่อสารความสำเร็จอันน่าเชื่อถือของแบรนด์นั้น ได้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารความสำเร็จและความมีรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ

เพราะกว่าสินค้าชั้นนำแต่ละแบรนด์จะก้าวมาสู่ความมีชื่อเสียงที่เป็นอมตะ ย่อมต้องผ่านกระบวนการทดสอบที่ยากลำบากมาแล้วมากมาย อีกทั้งยังต้องมีคุณภาพที่เหนือชั้นกว่าใครๆ จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และตำนานเกือบ 1 ศตวรรษของแบรนด์ GUCCI ก็เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่โลกต้องยอมโค้งคำนับ

หลายคนอาจไม่ทราบว่า GUCCI เป็นสินค้าแบรนด์เนมโลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่นระดับโลกมายาวนานร่วม 9 ทศวรรษ ด้วยเอกลักษณ์และตัวตนของแบรนด์ผ่าน “กุชชี่ไอคอน” ที่มีดีไซน์โดดเด่น ประดับอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะบนกระเป๋าถือ ผ้าเช็ดหน้า สร้อยคอ รองเท้า นาฬิกา หรือแม้กระทั่งซองใส่โทรศัพท์มือถือ

ตำนานของ GUCCI เริ่มขึ้นในปี 1921
เมื่อ Guccio Gucci  ได้เปิดร้านเครื่องหนังร้านแรกขึ้นในเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเอง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชื่อเสียงของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะช่างฝีมือทัสแคนในอิตาลี ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี กุชชี่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถดึงความสนใจลูกค้าจากนานาประเทศ โดยเฉพาะ ผู้ที่มีรสนิยมที่ค้นหาคอลเลกชันใหม่ๆ และสินค้าคุณภาพ รวมถึงนาฬิกาข้อมือ กุชชี่เป็นเจ้าแรกในบรรดาแบรนด์แฟชั่นชั้นสูงที่นำนาฬิกาเข้ามาในสายการผลิตตั้งแต่ช่วงยุค 1970

ในระยะเริ่มแรก นาฬิกากุชชี่ถูกผลิตขึ้นภายใต้ใบอนุญาตการใช้ลิขสิทธิ์แบรนด์กุชชี่ เป็นระยะเวลารวม 23 ปี รูปแบบของนาฬิกาในช่วงนั้นประกอบไปด้วยสัญลักษณ์เด่นๆ ของกุชชี่ เช่นรูปเกือกม้า และแถบสีเขียว-แดง-เขียว สำหรับนาฬิกาดาวเด่นของยุคบุกเบิกนี้ ได้แก่ รุ่น1500 ซึ่งขายได้กว่า 1 ล้านเรือนทั่วโลก และอีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วง 1996-1997 ก็คือรุ่น G Watch ที่ใครๆ เห็นก็รู้ว่านั่นคือ นาฬิกากุชชี่

จากนั้นเข้าสู่ยุคที่สองระหว่างปี 1990-2000 ภายใต้การดูแลของ ทอม ฟอร์ด (Tom Ford) ผู้นำของวงการแฟชั่นที่โดดเด่นในการจับสไตล์หรูแต่สวมใส่ได้จริง มาใช้ในการออกแบบผลงาน ในยุคนี้ จะเห็นได้ถึงก้าวกระโดดอีกขั้นหนึ่งของกุชชี่ทางด้านการออกแบบสัญลักษณ์ให้มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยการเน้นไปในด้านภาพลักษณ์และคุณภาพของแบรนด์มากขึ้น ตัวอย่างเช่น นาฬิกากุชชี่รุ่น 3900, รุ่น Bambooและ รุ่น Horsebit (2004) ทั้งสามรุ่นนี้ กลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดและยังขายได้จนถึงปัจจุบัน และก็เป็นปรากฏการณ์อีกครั้งที่กุชชี่สร้างความแตกต่างให้แบรนด์ผ่านรูปแบบแคมเปญโฆษณาอย่างเต็มรูปแบบ ที่น่าดึงดูดกว่าแบรนด์อื่นๆ ในวงการแฟชั่น
ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา กุชชี่เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคที่สามพร้อมกับความเฟื่องฟูของสัญลักษณ์ต่างๆ ของแบรนด์ เห็นได้จากคอลเลกชัน Flora ในรุ่น Bandeau, คอลเลกชัน Twirl ที่มีการสลักบนสัญลักษณ์ GGและล่าสุดในปี 2007 กับรูป Horsebit หรือรูปเกือกม้าในรุ่น Signoria
นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวรุ่นPantheon ที่เป็นการปฏิวัติรูปแบบเดิมๆ ของนาฬิกาสำหรับสุภาพบุรุษ
ปัจจุบัน กุชชี่อยู่ภายใต้การดูแลของครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์สาวรุ่นใหม่ คือ ฟรีดา เจียนนีนี (Frida Giannini) และเพื่อที่จะให้กลยุทธ์การตลาดของแบรนด์เป็นไปในทางเดียวกัน นาฬิกากุชชี่จึงได้ถูกรวมเข้ากับแบรนด์กุชชี่อย่างเต็มตัวในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2006

หากย้อนตำนานความเป็นมาของ “ กุชชี่ไอคอน” นั้น สามารถสรุปได้เป็น 3 รูปแบบ

**จีจีไอคอน หรือ สัญลักษณ์ GG
สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นกุชชี่มากที่สุดคงหนีไม่พ้นตัวอักษร GG ที่เป็นกุชชี่ไอคอนที่ลงตัวในทุกส่วนของงานแฟชั่น ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกากุชชี่ รุ่น Twirl ซึ่งสะท้อนถึงแก่นแท้ของกุชชี่ที่ออกแบบให้เป็นมากกว่านาฬิกา แต่ยังเป็นเครื่องประดับที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำแฟชั่นอย่างแท้ ความเป็นเอกลักษณ์ของการกลับตัวอักษร สลักบนหลังหน้าปัดและสายนาฬิกาที่ออกแบบเป็นกำไลข้อมือ ทำให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นของที่ “ต้องมี” สำหรับสาวกกุชชี่ทุกคน

**Bamboo หรือ ไม้ใผ่
การนำไม้ไผ่มาใช้สร้างสรรค์ในงานแฟชั่นดีไซน์ เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์กุชชี่ที่มีชื่อเสียงที่สุด นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1947 ซึ่ง Bamboo เฉิดฉายอยู่ในแทบทุกชิ้นงานของแบรนด์ และกุชชี่ยังเป็นแบรนด์แรกที่นำเอาไม้ไผ่แท้ๆ มาเป็นองค์ประกอบของนาฬิกา ซึ่งการที่จะผสมผสานวัสดุทั้งสองอย่างอันได้แก่ไม้ และสแตนเลสเข้าด้วยกันนั้น ต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีความประณีตละเอียดอ่อนอย่างมาก

**Horsebit หรือ สัญลักษณ์รูปห่วงรัดปากม้า
กุชชี่ไอคอนที่กำลังมาแรงที่สุดในปีนี้ “ห่วงรัดปากม้า” เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอ่างหนึ่งของกุชชี่ ที่ถูกใช้ไปในทุกประเภทของสินค้า สำหรับในการออกแบบนาฬิกา รูปห่วงรัดปากม้านั้นได้รับการออกแบบมาในรูปทรงของนาฬิกาทำให้มันเป็นที่น่าจดจำและแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกุชชี่ คอลเลคชั่นใหม่ๆ ที่มีการนำรูปห่วงรัดปากม้ามาใช้ได้แก่ Signoria และ Horsebit Cocktail ซึ่งมีการเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2007 และคอลเลคชั่นล่าสุด Tornabuoni ก็ยังคงตอกย้ำความโด่งดังของสัญลักษณ์รูปห่วงรัดปากม้านี้ ด้วยนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีในแบบรูปทรงและดีไซน์ต่างๆ มากมาย

การบริโภคสินค้าแบรนด์ดังด้วยความเข้าใจในคุณค่าของคุณภาพของตัวสินค้าอย่างแท้จริงนั้น เป็นเรื่องที่ปกติสำหรับผู้ที่มีรสนิยม และไม่จำเป็นเสมอไปที่สินค้าชั้นดีจะต้องมีราคาแพงลิบลิ่ว แต่ก็เป็นความจริงที่ว่า การจะหาของถูกและดีย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น การที่ของราคาสูงบางชิ้นมีคนเข้าคิวรอซื้อตลอดปีตลอดชาติ จึงอาจบอกได้เป็นนัยว่า ของนั้นไม่ได้แพงอย่างที่คิด เพราะหากผู้ซื้อได้รับความพึงพอใจจากประโยชน์ของสิ่งที่ซื้อเท่ากับหรือมากกว่าความคาดหวังและเงินที่จ่ายไป สิ่งนั้นเรียกว่า ‘ความคุ้มค่า’ ซึ่งตรงข้ามกับของราคาต่ำๆ บางอย่าง ที่อาจจะแพงลิบในความรู้สึก หากผู้ซื้อไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง

ผู้เขียน: วีร์วิศ

ข้อเขียนนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของ ArtBangkok.com ห้ามนำไปลอกเลียน ทำซ้ำ หรือ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published.