Bundit Ungrangsee

ย้อนกลับไปในปี 2545 บัณฑิต อึ้งรังษี ทำให้ประเทศไทยเราได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับสากล ด้วยการคว้ารางวัลผู้ชนะเลิศ”ร่วม”การแข่งขันมาร์เซล วิล่า (Maazel-Vilar International Conducting Competition) การแข่งขันอำนวยเพลงรายการใหญ่ ที่คาร์เนกีฮอลล์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และต่อมาเขายังคว้ารางวัลการแข่งขันวาทยากรระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง คุณบัณฑิตพกพาความสำเร็จกลับสู่ประเทศไทย ถูกรับเชิญให้ไปออกรายการทีวี สื่อต่างๆให้ความสนใจมากมายในฐานะคนไทยที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ในสายอาชีพเท่านั้น มาจนถึงวันนี้ เรื่องราวที่คุณบัณฑิตถ่ายทอดประสบการณ์ในชีวิต และกุญแจสู่ความสำเร็จของเค้าล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจอย่างยิ่งใหญ่ของเค้าคือการถ่ายทอดหลักสูตรความสำเร็จให้คนไทยมากที่สุด เพราะนี่คือสิ่งที่เค้าสามารถตอบแทนแผ่นดินบ้านเกิดก่อนที่จะเดินทางไกล

ช่วงนี้คุณบัณฑิตทำอะไรอยู่
ผมมองตัวเองว่าเป็นผู้นำเสนอข้อมูลดีๆให้สังคมไทย งานของผม 90% ในเมืองไทยจะเป็นเรื่องของการสอนวิชาความสำเร็จให้คนไทย นี่เป็นความฝันของผมอย่างนึงที่อยากจะทำก่อนผมตาย ทำยังไงก็ได้เป็นอาจารย์สอนวิชาความสำเร็จให้คนไทยได้มากที่สุด เป็นมรดกที่ผมอยากจะทิ้งไว้ให้ประเทศ

ผมถ่ายทอดความรู้ทุกอย่าง ผ่านสื่อหนังสือเสียง ผ่านสื่อยูทูป ทำรายการทีวีของผมเอง แล้วก็ผ่านงานสัมมนา ผมจะทำให้เยอะขึ้น เพราะจะได้เทรนคนแบบใกล้ชิด มีหลายคนเปลี่ยนชีวิตเพราะอ่านหนังสือของผม เพราะเข้าฟังสัมมนาของผม มันเป็นเครดิตให้กับเราที่เราได้สร้างคนขึ้นมา เหมือนเราได้ชุบชีวิตใหม่ให้คนบางคน อย่างมีคนนึงที่ตอนนี้ประสบความสำเร็จมาก บอย วิสุทธิ์ แสงอรุณเลิศ คนนี้ก็เป็นลูกศิษย์ของผม ตอนที่เค้ามาหาผมตอนแรก เขาไม่รู้จะทำอะไร มองไม่เห็นอนาคต ผมก็ช่วยเค้า ซึ่งตอนนี้เค้าก็รุ่งเรือง มีชื่อเสียง

จุดเริ่มต้นในการเขียนหนังสือ
ตอนแรกหลังจากชนะการแข่งขันผมก็ไม่รู้ว่าถ้าเป็นซีดีเพลงออกมาคนไทยจะสนใจรึเปล่า เพราะคนไทยไม่ค่อยสนใจเพลงคลาสสิคเท่าไหร่ ก็คิดถึงหนังสือว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหนดี ตอนนั้นผมยังคิดไม่ออก ก็สอนคนสอนวิชาความสำเร็จให้คนทั่วไป คิดง่ายๆแค่นี้

ผมมาเริ่มเขียนหนังสือมาตั้งแต่ปี 2548 ด้วยความคิดที่ว่าเราจะถ่ายทอดอะไรดี เลยคิดออกว่า ผมชอบอ่านแบบไหนเอาง่ายๆตามที่ผมชอบเลย ผมชอบอ่านแบบสรุปมาย่อๆให้เลย ไม่ต้องอ่านอะไรกันเยอะแยะ  หนังสือ How  To ฝรั่งเล่มหนา อ่านเท่าไหร่ก็ไม่จบซักที งั้นย่อเอาแบบเนื้อๆน้ำไม่ต้อง สรุปความสำคัญแบบภาพกว้างเลย 39 ข้อ เลยมาเป็นหนังสือเล่มแรกคือ “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” หนังสือเล่มนั้นก็ประสบความสำเร็จมากๆขายได้พิมพ์ซ้ำ 30-40 ครั้งแล้ว เกินแสนเล่มน่ะ หนังสือในตลาดที่พิมพ์เกินแสนมันน้อย ตอนนี้ก็ยังพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ เป็นหนังสือการ์ตูนบ้าง เป็นซีดีบ้าง มีหลายเวอร์ชั่น

ถ้าเป็นหนังสือประเภทวรรณกรรมหรือเรื่องสั้นจะมีหัวใจหรือจุดเด่นของเรื่องแล้วหนังสือ How To นี่เป็นแบบไหน
ถามก่อนว่า How To อะไร อย่างเล่มนึงผมทำหนังสือ “เชื่อมั่นในตน” อันนี้ก็โฟกัสไปในเรื่องเดียว อย่างเดียว คือการพัฒนาความเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วให้ How To ต่างๆในการเชื่อมั่นในตัวเองให้กับเค้า เราจะพยายามเรียบเรียงเป็นหัวเรื่องว่าอันนี้เรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองนะ ส่วนเล่มนี้เป็นเรื่องพลังแห่งแรงดึงดูด กฎแห่งแรงดึงดูด อีกเรื่องนึงเป็นเรื่องทำสิ่งที่รัก วิธีรวยจากสิ่งที่รักทำยังไง ก็พยายามออกาไนซ์เป็นหัวเรื่องไป

แล้วในเล่ม งานไม่ประจำทำเงินมาก
ในเล่มนี้มาจากประสบการณ์แล้วก็การอ่านหนังสือของผม กระแสของโลกสมัยนี้ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะ คือคนส่วนใหญ่จะไม่ทำงานประจำแล้ว ทุกคนจะเป็นบริษัทของตัวเองหมด เปิดบริษัทเล็กๆที่มีคนๆเดียวคือตัวเค้าเองก็ได้ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อทุกคนต้องสร้างแบรนด์หมด ถ้าคุณจะสร้างแบรนด์สร้างตัวตนของคุณ คุณต้องเด่นอะไรซักอย่าง คุณต่างจากคนอื่นยังไง คุณต่างจากโลกนี้ยังไง บอกเค้าให้ได้ ในซีดีแผ่นนั้นผมก็บอกวิธีว่าจะร่ำรวยได้ยังไงจากการเป็นศิลปิน เป็นฟรีแลนซ์ เพราะส่วนใหญ่ทุกคนจะคิดว่าเป็นศิลปิน เป็นนักดนตรี มันต้องใส้แห้ง ซึ่งถ้าเค้าคิดอย่างนั้นตั้งแต่แรกมันต้องใส้แห้งจริงๆ

99% ของศิลปินมันใส้แห้ง มันก็เรื่องจริง ตอนผมทำงานประจำผมก็หากินได้ตลอดแต่ยังไงผมก็ไม่รวยซักที จนออกมาทำงานหากินเป็นฟรีแลนซ์ แล้วตอนนี้ก็เป็นธุรกิจของตัวเอง การมีธุรกิจของตัวเองเป็นหนทางสู่ความมั่งคั่งได้เร็วที่สุด ผมมาทีละสเต็ป สเต็ปแรกคือนักดนตรีมีงานประจำนี่ถือว่าเก่งสุดๆแล้วนะ แต่ผมกล้าหาญที่จะออกมาไม่ทำงานประจำ นี่คือกล้าหาญมาก แล้วผมก็เริ่มรวยตั้งแต่ตอนนั้น พอเป็นฟรีแลนซ์ผมเข้าใจแล้วว่าเราสามารถสร้างแบรนด์ให้ตัวเอง ยิ่งเราเป็นคนที่ดังมากเท่าไหร่ มีคนรู้จักในตลาดมากเท่าไหร่ ค่าตัวเรายิ่งเพิ่มขึ้น แผนที่สองผมพูดเรื่องการสร้างแบรนด์ให้ตัวเอง “Personal Branding” (การสร้างแบรนด์ให้ตัวเอง) คอนเซปต์นี้ยังไม่ค่อยมีคนไทยเข้าใจกัน แต่อีกหน่อยถ้าใครไม่ใช้ ไม่รู้เรื่องในเรื่องนี้จะต้องมานั่งสงสัยว่าทำไมชั้นไม่รุ่งซะที ทำไมคนไม่เก่งถึงแซงหน้าชั้น ชั้นขยันทำงานทำไมไม่เห็นก้าวหน้าเลย เพราะว่าเค้าไม่มี Personal Branding  ถ้าใครอยากจะรู้เรื่องว่าคืออะไร “งานไม่ประจำทำเงินมาก” อันนี้ดีมากเลย มีสองซีดี

แล้ว How To ในส่วนของการดูแลเลี้ยงดูลูก
ผมทำหนังสือพูดได้ชุดนึง “ช่วยลูกให้เป็นแชมป์” หลักอันแรกเลยที่จะเป็นหลักสำคัญในการเลี้ยงลูกที่คนส่วนใหญ่พลาดคือ กฎข้อแรกคุณต้องเข้าใจว่าลูกไม่ใช่สมบัติของคุณ คุณไม่ได้เป็นเจ้าของเค้า เค้าเป็นเจ้าของตัวเค้าเอง เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่เอาความคิดของเราไปบอกเค้า แน่นอนว่าเราสอนให้มีวินัย ให้ทำความดี เพียงแต่เราต้องไม่บอกเค้าว่า ต้องทำอย่างนี้นะ ต้องทำอาชีพนี้เท่านั้น คุณแค่บอกว่าลูกทำสิ่งที่ตัวเองรัก หาสิ่งที่ตัวเองรักให้เจอ แล้วเราต้องช่วยเค้าว่าเค้าจะหาเงินจากสิ่งที่เค้ารักได้ยังไง เพราะบางทีมุมมองเค้าเรายังไม่เห็น มันยังแคบอยู่ อย่างถ้าผมเป็นพ่อแม่ตัวผมเอง ถ้าลูกอยากทำอาชีพคอนดักเตอร์ไม่ใช่ว่าเราบอกเค้าว่า อาชีพอะไร ไม่เอา อย่าไปสนใจ ไปทำอย่างอื่น บังคับให้ไปเรียนอะไรที่เป็นหลัก พ่อแม่ส่วนใหญ่จะคิดอย่างนี้ แต่ถ้าผมเป็นพ่อแม่ โอเค ลูกอยากทำอย่างนี้สุดๆใช่ไหม ไม่มีอย่างอื่นแล้วนะ ตกลงนี่เป็นเรื่องที่ดี น้อยคนมากๆเลยนะที่จะหาเจอว่าชอบอะไร น้อยคนมากๆ นั่นคือสิ่งที่ดีแล้วจะไปขัดขวางเค้าทำไม ตอนนี้ยังไม่รู้หรอกว่าอาชีพนี้หาเงินยังไง แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปศึกษากันว่าอาชีพนี้หาเงินยังไง แล้วต้องใช้อะไรหาเงินกับมัน เราต้องสนับสนุนเค้า ไม่ใช่ว่าอาชีพนี้หาเงินไม่ได้หรอกยังไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ก็ให้ลูกเลิกคิดไปเลย

พ่อแม่ต้องยอมรับว่าโลกสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว บางทีอาชีพนี้มันอาจจะหาเงินได้ก็ได้ สมัยนี้มีอาชีพใหม่ๆมากมาย อย่างขายของออนไลน์ สมัยก่อนมีที่ไหน พ่อแม่บอก ลูกไม่ต้องไปขายของออนไลน์หรอก ไปเปิดร้านที่เซ็นทรัลสิ เสียค่าเช่าเป็นแสนๆ สมัยนี้คนที่ไปเปิดของขายในออนไลน์ได้เงินเดือนหลายล้าน เป็นสิบๆล้าน มีเยอะแยะ พ่อแม่อย่าเอากรอบความคิดตัวเองไปใส่ เพราะนั่นคุณอาจจะพลาดโอกาสอะไรไปก็ได้ พ่อแม่มีหน้าที่สนับสนุนเค้า หาสิ่งที่เป็นจุดแข็งและคอยสนับสนุนเค้า

ข้อแนะนำสั้นๆสำหรับคนที่อยากจะประสบความสำเร็จ
แนะนำว่าอย่างแรกหาให้เจอว่าคุณชอบอะไร มันต้องมาจากตัวตนคุณ แล้วสองหาวิธีหาเงินจากสิ่งนั้น ไม่ใช่แบบที่สังคมเค้าทำกันที่ถูกสอนกันมา คือ ได้เกรดเท่านี้ต้องไปเรียนอันนี้ ชอบรึเปล่าไม่รู้ หรือว่าพ่อแม่คาดหวังให้เรียนหมอก็ต้องเรียน พ่อแม่คาดหวังให้ทำนู่นทำนี่ก็ต้องทำ ไม่ใช่ มันต้องมาจากตัวตนของคุณ คุณมาที่โลกนี่ต้องมีภารกิจอะไรบางอย่างที่พระเจ้าส่งไกด์ ส่งแผนที่มาให้แล้ว แผนที่นั้นอยู่ในรูปแบบของหัวใจเราเอง ถ้าคุณทำตามหัวใจของคุณ คุณก็ไปถูกทาง ถ้าคุณไม่ทำตามหัวใจของคุณ คุณก็ไปผิดทาง

แล้วถ้าคุณเก่งขึ้น คุณประสบความสำเร็จ คุณต้องสร้างคุณค่าให้คนมากขึ้น คุณจะยิ่งรวยมากขึ้น ถ้าคุณคิดแค่ว่าหารายได้จากสิ่งนั้นก็พอ คุณก็จะได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณจะไปอีกระดับนึง คุณต้องให้คุณค่ากับคนมากขึ้น คุณจะยิ่งรวยขึ้นๆ

ในแง่มุมของดนตรี ในฐานะที่เป็น Conductor ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ คุณบัณฑิตมองสถานการณ์ของดนตรีคลาสสิคอย่างไร
สถานการณ์เพลงคลาสสิคในโลกอยู่ในระดับถดถอย พูดง่ายๆอุตสาหกรรมนี้มันจะกลายเป็นไดโนเสาร์ และกำลังจะหายไปจากโลก ไม่ใช่แค่เพลงคลาสสิคอย่างเดียวนะ ดนตรีอื่นๆด้วย ดนตรีป๊อป แจ๊ส ร็อค ทั้งหลายแหล่ ต่อไปนี้ไม่มีแล้ว อย่าง “มิก แจ็กเกอร์” นักร้องนำของวงเดอะโรลลิงสโตนส์ ที่ร้องมาจนอายุ 70 เค้าออกมาบอกเลยว่า ต่อไปนี้ไม่มีใครรวยได้ด้วยดนตรีอีกแล้ว เพราะยุคสมัยมันจบไปแล้ว คนดาวน์โหลดแจกเพลงกันวุ่นวาย คุณลองคิดดู อย่างหนังสือ ซื้อมาเล่มเดียวแล้วก็อปปี้แจกเพื่อนได้หมดเลย นี่แหล่ะคือการต้องเปลี่ยนวิธีหาเงิน ที่ผมสอนใน “งานไม่ประจำทำเงินมาก” อย่างแรกคุณต้องสร้างแบรนด์ก่อน ไม่ต้องคิดแล้วว่าดนตรีจะหาเงินให้กับคุณ มันเป็นแค่สะพานเป็นแค่หนทางที่สร้างให้คุณมีชื่อเสียง เดี๋ยวนี้ศิลปินเค้าคิดกันอย่างนี้ คุณคิดแค่ว่าซีดีเป็นตัวที่ทำให้คนรู้จักคุณพอ คุณต้องไปหาเงินจากมันอย่างอื่น

สำหรับผมจากดนตรี ผมต่อยอดไปเป็นหนังสือ หนังสือเสียง หรือสัมมนาอะไรต่างๆก็ตามจากดนตรี แต่จริงๆบริษัทของผมก็ทำซีดีเพลงคลาสสิคออกมา ขายดีนะ ผมยังงงอยู่เหมือนกัน เพราะคนก็ยังซื้อฟังกันอยู่ ผมไม่คิดว่าเราจะมีวันนี้ได้ด้วย 

คุณบัณฑิตมีบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจมากมาย แล้วมีบุคคลต้นแบบไหม
ตอนนี้ผมมีโลกหลายโลกแล้ว แน่นอนต้องมีฮีโร่ในใจหลายคน ถ้าเกิดเป็นเรื่องของการทำธุรกิจต้องเป็น “ริชาร์ด แบรนสัน” เจ้าของแบรนด์ “เวอร์จิ้น” เค้าเป็นผู้ประกอบการที่ดังที่สุดในโลก อันนี้คือแรงบันดาลใจในโลกธุรกิจ ส่วนดนตรีคือ “สุบิน เมห์ธา” ถ้าเรื่องการลงทุนก็ต้องเป็น “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ถ้าเป็นเรื่องของการให้ความรู้กับคนผมชอบ “ไบรอัน เทรซี่” เพราะข้อมูลที่เค้าให้กับคนมันแม่นมาก วิจัยมาอย่างดี เวลาถ่ายทอดมันชัดเจน สั้น ถึงประเด็น เร็ว ไม่มีน้ำและเชื่อถือได้ ของเค้ามีทุกมิติเลย มีมิติความสำเร็จ มิติเรื่องจิต มิติเรื่องสุขภาพ มิติในเรื่องครอบครัว มิติในการเลี้ยงลูก ผมชอบแบบนี้

งานหนักไหม เยอะไหม
พยายามไม่ให้เยอะ ผมจะทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบ พอทำสิ่งที่ตัวเองชอบเราก็ทำเหมือนงานอดิเรก ไม่เครียด ผมทำหนังสือพูดได้ ถ่ายวิดิโอ มันเหมือนเป็นฮอบบี้อย่างนึง ทำสนุกๆ เราไม่ได้ต้องหาเงินตรงนี้แล้ว แต่ทำเพื่อให้เป็นประโยชน์กับสังคม แต่สังคมเค้าก็ให้รางวัลเราด้วยนะ ไม่ใช่ว่าเราทำฟรี เค้าให้รางวัลเราเพราะว่าเราทำได้ดี มันเป็นตัวเงินกลับมา แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นได้เพราะผมทำสิ่งที่ผมรัก มันก็ไม่เหมือนงาน ทำไปเรื่อยๆมันก็ไม่ถือว่างานหนักยุ่งเหยิงมากมาย ไม่ใช่ประชุมอะไรต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แล้วผมมีทีมงานช่วยในสิ่งที่ผมไม่ชอบทำ เช่น พวกประสานงาน พวกบัญชี พวกเดย์ทูเดย์อะไรทั้งหลายแหล่

วันหยุดวันว่างคุณบัณฑิตไปพักผ่อนที่ไหน
คอนโดที่เราอยู่เหมือนรีสอร์ทอยู่แล้ว มันเหมือนไปพักคอนโดหรูๆที่หัวหิน แต่คอนโดหรูนั้นมันกลับเป็นบ้านที่เราอยู่ในกรุงเทพฯ สระว่ายน้ำก็เจ๋ง ฟิตเนสก็เจ๋ง คอนโดเราอยู่ริมแม่น้ำ สวนก็มี นานๆผมจะพาลูกไปเที่ยวต่างประเทศซักครั้งนึง

อยากให้คุณบัณฑิตฝากข้อคิดดีๆ
ผมอยากให้ทุกคนอย่าเสียเวลาโดยใช่เหตุ คนที่ประสบความสำเร็จได้ต้องให้คุณค่าต่อเวลา คุณใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ อย่าเสียเวลาไปแม้แต่นั่งรถติดอย่าทำอย่างอื่น ฟังอะไรที่มีคุณค่า ฟังหนังสือเสียง นี่เป็นเหตุผลที่ผมทำหนังสือเสียง มี How To ทุกอย่าง ตั้งแต่การเลี้ยงลูก การที่คุณจะประสบความสำเร็จ ความเชื่อมั่นในตนเอง พลังจิตใต้สำนึก มีหมดทุกหัวข้อ นั่งอยู่ในรถอย่าเสียเวลาโดยใช่เหตุ เรียนภาษาก็ยังมี ทำยังไงให้เรียนภาษาเก่ง ตัวผมพูดได้ 6 ภาษาเพราะนั่งฟังในรถนี่แหล่ะ คุณต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เสมอ นี่แหล่ะคือซีเคร็ดของคนที่ประสบความสำเร็จ

สามารถติดตามกิจกรรมข่าวคราวความเคลื่อนไหวของคุณบัณฑิต อึ้งรังษีได้ที่

https://www.facebook.com/BunditUngrangsee

http://www.bundit.org/shop

You may also like...