Sex Industry : โอกาสทางเศรษฐกิจหรือวิกฤตต่อสังคม by ArtBangkok

วิทยากรผู้ร่วมเสวนา
คุณกรณ์ จาติกวณิช / อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
คุณศานตรส ชูชีพ / เจ้าของธุรกิจ FORFUN BANGKOK
ดำเนินรายการโดย
วีร์ ศรีวราธนบูลย์ / บรรณาธิการเว็บไซต์ Artbangkok Thailand

ประเด็นการเสวนา
พื้นที่ Sex Industry ในแทบทุกพื้นที่ทั่วโลกเป็น Gray Area ที่เส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องทางกฎหมายและความผิดทางจริยธรรมนั้นพร่าเลือน โดยเฉพาะสำหรับในประเทศไทยที่เรามักเรียกตัวเองว่าเมืองพุทธ แต่มีภาพจำในสายตาชาวโลกว่า เป็น Exotic destination ที่มีนัยยะทางเพศแจ่มชัด และเข้มข้น

ในขณะที่เรามองว่า อุตสาหกรรมหลักที่เป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ อุตสาหกรรมการผลิต อย่างยานยนต์ อิเลคโทรนิคส์ ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเกษตร และ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือเรายังมีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เป็นเสมือน Secret Engine ก็คือ Sex Industry เม็ดเงินที่ไหลเวียนอยู่ใน Sex Industry และใน GDP ของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม มาจากทั้งที่เป็นธุรกิจถูกกฎหมายและผิดกฎหมายนั้นมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการค้าบริการทางเพศ สถานบันเทิง สื่อบันเทิงทางเพศที่ถูกเรียกว่าสื่อลามกอนาจาร และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็น Sex Toy , Sex Fashion , Sex related products and services แต่เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภาครัฐหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหรือยอมรับอย่างเปิดเผยว่ามีอยู่จริง ยกตัวอย่างกรณีการตรวจจับผู้ค้าประเวณีที่พัทยาและไม่พบว่ามีการค้าประเวณี

สิ่งเหล่านี้ จะนำสังคมและเศรษฐกิจไทยไปสู่ทิศทางใด และจะมีหนทางใดที่ แง่มุมเชิงบวกของ Sex Industry ที่อุ้มชู GDP ของประเทศจะถูกยอมรับและจัดการอย่างสร้างสรรค์

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า Sex Industry ควรถูกมองอย่างไรในเชิงศีลธรรม แต่คือ รัฐจะจัดการกับ “ความจริงทางเศรษฐกิจ” ที่ดำรงอยู่แล้วนี้อย่างไร

เพราะในความเป็นจริง แม้จะไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ Sex Industry ได้แทรกตัวอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การท่องเที่ยว บริการ การผลิต ไปจนถึงเศรษฐกิจดิจิทัล

การ “ไม่ยอมรับ” อาจไม่ได้ทำให้มันหายไป แต่ทำให้มันอยู่ในพื้นที่ที่รัฐไม่สามารถกำกับ ดูแล หรือเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1) จาก “พื้นที่สีเทา” สู่ “พื้นที่นโยบาย”
หากมองในเชิงนโยบายการคลัง พื้นที่สีเทา (Gray Area) คือพื้นที่ที่มีการหมุนเวียนของเงิน
แต่ไม่มีการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบและไม่มีมาตรการคุ้มครองแรงงานหรือผู้เกี่ยวข้อง

คำถามคือ เราจะปล่อยให้พื้นที่นี้ดำรงอยู่ในรูปแบบเดิม หรือจะค่อยๆ เปลี่ยนมันให้กลายเป็น “พื้นที่นโยบาย” ที่รัฐสามารถเข้าไปจัดการได้

คุณกรณ์ จาติกวณิช นำเสนอมุมมองต่อการทำให้ Sex Industry ถูกกฎหมาย ด้วยท่าทีที่แฝงความกังวลด้านสุนทรียภาพและผลกระทบต่อสังคม

“ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับการเปิดเสรีกัญชาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีร้านค้าผุดขึ้นมาจำนวนมากในทุกซอกทุกซอย หาก Sex Toy ถูกกฎหมายและมีการเปิดร้านค้า (Sex Shop) อย่างเสรีในลักษณะเดียวกัน อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและสุนทรียภาพของคนในสังคมได้ ดังนั้น “ความพอดี” ในการกำหนดกฎเกณฑ์จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา”

 


โดยคุณศานตรสให้ทัศนะว่า
“การทำให้ถูกกฎหมายจะนำไปสู่การยกระดับสินค้า Sex สู่ระดับ “Premium” และความปลอดภัย จากการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน หรืออังกฤษ พบว่าเมื่อสินค้าเหล่านี้ถูกกฎหมาย การจัดแสดงหน้าร้านจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่เป็นแฟชั่นหรือเทคโนโลยีมากขึ้น”

โดยข้อจำกัดในปัจจุบัน: เนื่องจากยังไม่ถูกกฎหมาย สินค้าในไทยจึงถูกวางขายแบบแผงลอย เน้นการซ่อนหรือรีบขายรีบเก็บ แต่โอกาสจะเกิดขึ้น หากทำให้ถูกกฎหมาย จะเป็นการเปิดโอกาสให้สินค้าได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้น (Go Premium) เช่นเดียวกับการมีสายพันธุ์กัญชาที่หลากหลายและมีคุณภาพในปัจจุบัน”

คุณศานตรส ในฐานะผู้ประกอบการสนับสนุนให้ถูกกฎหมายแต่ต้องมีการควบคุมเข้มข้น เช่น การจดทะเบียนกับ อย. หรือมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานเดียวกับสินค้าประเภทอื่นๆ ยกตัวอย่างกรณีในไต้หวันที่มีการใช้นวัตกรรม มีห้องทดลองระบบกลไก และการเก็บสถิติจากผู้ใช้งานจริง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ

2) มิติทางเศรษฐกิจและการคลัง
ในมุมของกระทรวงการคลัง ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ 3 เรื่องหลัก
(1) ฐานภาษี (Tax Base Expansion)
กิจกรรมที่อยู่นอกระบบจำนวนมาก อาจเป็น “ฐานภาษีที่ยังไม่ถูกแตะ”
(2) Shadow Economy
การปล่อยให้เศรษฐกิจนอกระบบเติบโตโดยไม่มีข้อมูล ส่งผลต่อความแม่นยำของนโยบายเศรษฐกิจโดยรวม
(3) การกระจายรายได้ (Income Distribution)
ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จำนวนมาก เป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง และอยู่ในความเสี่ยงสูง

3) มิติทางกฎหมายและจริยธรรม
การพูดถึง Sex Industry ในเชิงนโยบาย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า “ถูกหรือผิด” แต่อาจเริ่มจากคำถามว่า “ในเมื่อมันมีอยู่จริง เราจะทำให้มัน ‘ปลอดภัย เป็นธรรม และโปร่งใส’ มากขึ้นได้อย่างไร” โดยไม่ละเลยบริบททางวัฒนธรรมและคุณค่าของสังคมไทย

ในประเด็นนี้ คุณกรณ์ ได้แสดงความห่วงใยว่า การสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายและการขึ้นทะเบียนบุคคลที่เป็น Sex worker จะกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวผู้ประกอบอาชีพนี้ไปตลอด โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่อาจมองว่าเป็นการหารายได้เพียงชั่วคราวเพื่อส่งตัวเองเรียนหรือท่องเที่ยวเพียง 2-3 ปี แล้วค่อยเลิกไปโดยที่ไม่มีใครรู้ในภายหลัง ซึ่งในความเป็นจริงอาจทำได้ยาก

ส่วนคุณศานตรสนำเสนอความเห็นต่างเรื่องการ “ขึ้นทะเบียน” โดยเสนอมุมมองว่า กลุ่มที่ไม่อยากขึ้นทะเบียนมักเป็นเฉพาะกลุ่ม Sex Worker ระดับพรีเมียมที่มีรายได้สูง พวกเขามองว่านี่คือ “อาชีพเสริม” และไม่ต้องการสวัสดิการจากรัฐ เนื่องจากมีฐานะที่มั่นคง มีที่อยู่อาศัย มีประกันชีวิต และหลักประกันส่วนตัวที่ดีอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มที่ต้องการให้ถูกกฎหมายนั้นเพื่อต้องการเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน เช่น ประกันสังคม, สิทธิการรักษาพยาบาล, ใบรับรองเงินเดือน และเพื่อให้ได้รับเกียรติในฐานะอาชีพหนึ่งที่ไม่ถูกด้อยค่า

ทั้งนี้ ในวงสนทนา โดยวีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้ดำเนินรายการได้แบ่งรูปแบบการจัดการทางกฎหมายออกเป็น 3 ระดับหลัก ประกอบด้วย
Full Criminalization (ผิดกฎหมายเต็มรูปแบบ): เช่นในเคนยา หากตำรวจตรวจพบถุงยางอนามัยขณะแต่งตัวล่อแหลม สามารถจับกุมได้ทันทีเพราะถือว่าเป็นการหาลูกค้า

Decriminalization (ทำให้ไม่เป็นความผิด): การทำให้กิจกรรมนี้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ยังไม่มีการนำเข้าสู่ระบบหรือมีการควบคุมจากรัฐอย่างชัดเจน
สถานะของประเทศไทย (กึ่งกลาง): ปัจจุบันไทยอยู่กึ่งกลาง โดยถือว่าเป็นความผิดลหุโทษ (Petty Offence)
การค้าบริการส่วนบุคคล: มีโทษปรับเล็กน้อย (ประมาณ 500 – 1,000 บาท) แต่ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ปี 2539 การมีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกเงินอาจไม่ผิดโดยตรง แต่จะผิดหากมีการโฆษณาหรือประกาศชักชวน (Solicitizing)
เจ้าของกิจการ: หากเป็นการเปิดซ่อง (Brothel) หรือเป็นธุระจัดหา (Pimp) จะมีโทษหนักทั้งจำและปรับ

ในประเด็นข้อกฎหมายและการคุ้มครอง Sex Worker ผู้ร่วมเสวนาได้นำเสนอปัญหา ได้แก่

ความลักลั่นของกฎหมายไทยในปัจจุบัน – ที่ประชุมมีการถกเถียงถึงความกำกวมของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การค้าประเวณีไม่ใช่ความผิดโดยตรง: ตามตัวบทกฎหมาย การที่บุคคลมีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกเงินนั้นไม่ถือเป็นความผิด ความผิดฐาน “ติดต่อ ชักชวน หรือประกาศ”: กฎหมายจะเอาผิดก็ต่อเมื่อมีการกระทำในลักษณะการโฆษณา ชักชวน หรือรบกวนผู้อื่นในที่สาธารณะเพื่อการค้าประเวณี การลงโทษผู้ซื้อ: ในปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมายที่ระบุความผิดของผู้ซื้อบริการอย่างชัดเจน

สิทธิและสวัสดิการที่ “ขาดหาย” – ผู้ร่วมสนทนาสะท้อนถึงปัญหาที่ Sex Worker ต้องเผชิญจากการที่อาชีพนี้ยังไม่ถูกรับรองตามกฎหมายแรงงาน ทำให้ขาดการคุ้มครอง เมื่ออาชีพนี้ “กึ่งผิดกึ่งถูก” ทำให้ผู้ประกอบอาชีพเข้าไม่ถึงสิทธิประกันสังคม หรือการคุ้มครองจากการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยนายจ้าง รวมถึงการถูกเลือกปฏิบัติ การที่กฎหมายยังระบุว่าการชักชวนเป็นความผิด ทำให้ Sex Worker มักถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจกลั่นแกล้งหรือเรียกรับผลประโยชน์

 
ในวงสนทนามีการเสนอแนวทางเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ในสังคม โดย ยกเลิกความผิดลหุโทษ: เสนอให้ยกเลิกบทลงโทษที่เอาผิดกับตัว Sex Worker เพื่อลดการตีตราจากสังคม ดึงเข้าสู่ระบบภาษีและสวัสดิการ: หากรัฐยอมรับอาชีพนี้ให้ถูกกฎหมาย จะสามารถจัดเก็บภาษีและนำมาจัดสรรเป็นสวัสดิการที่เหมาะสม เช่น การตรวจสุขภาพฟรี หรือกองทุนช่วยเหลือแรงงาน สร้างมาตรฐานความปลอดภัย: การทำให้ถูกกฎหมายจะช่วยให้รัฐสามารถควบคุมมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผู้ให้บริการได้ดีกว่าการปล่อยให้เป็นธุรกิจใต้ดิน

4) ทางเลือกเชิงนโยบาย (Policy Options)
รัฐควรเริ่มจาก “การเก็บข้อมูล” ก่อนหรือไม่ เพื่อทำความเข้าใจขนาดที่แท้จริงของอุตสาหกรรมนี้
มีความเป็นไปได้หรือไม่ในการ “decriminalize บางส่วน” เพื่อให้สามารถกำกับดูแลได้
จะออกแบบ “regulatory sandbox” สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องบางประเภทได้หรือไม่
สามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมนี้เข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) อย่างมีกรอบได้หรือไม่
และที่สำคัญ รัฐจะสร้างสมดุลระหว่าง “รายได้ของประเทศ” กับ “ภาพลักษณ์และคุณค่าทางสังคม” อย่างไร

5) คำถามปลายเปิด
ในโลกที่หลายประเทศเริ่มเลือก “บริหารความจริง” แทน “ปฏิเสธความจริง ประเทศไทยจะเลือกอยู่ในจุดไหน ระหว่าง การปล่อยให้เศรษฐกิจส่วนนี้ดำเนินไปในเงามืด หรือ การค่อยๆ ออกแบบนโยบาย เพื่อเปลี่ยนมันให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างมูลค่าได้อย่างยั่งยืน

คุณกรณ์ จาติกวณิช มองว่าการเป็น Sex Creator เป็นสิทธิและทางเลือกในการประกอบอาชีพ ข้อกังวลของคุณกรณ์อยู่ที่การให้ความสำคัญกับการดูแลคุ้มครอง ผู้เยาว์ และการป้องกันไม่ให้เกิดการ บังคับขืนใจ ด้วยความรุนแรงเพื่อให้มาทำอาชีพนี้ โดยความเห็นส่วนตัวของคุณกรณ์มองว่า หากทำโดยสมัครใจ ไม่ควรเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย

สำหรับในประเด็นเรื่องกฎหมาย คุณกรณ์แยกแยะระหว่าง “ความถูกกฎหมาย” กับ “ความน่าชื่นชม” ออกจากกัน โดยมุมมองของคุณกรณ์ ไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมให้เป็นอาชีพหลักหรือมีการเรียนการสอนในระดับปริญญา ยอมรับตรงๆ ว่าไม่พร้อมจะสนับสนุนให้ลูกหลานทำอาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม เขามองว่าหากอาชีพนี้ ไม่ถูกกฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดกับสังคมและตัว Sex Creator เองอาจจะ เลวร้ายกว่า การทำให้ถูกกฎหมาย

สำหรับประเด็นผลกระทบและความรับผิดชอบ คุณศานตรสในฐานะคนกลางที่ทำงานร่วมกับ Sex Creator มองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ “ได้เงินเร็ว” แต่มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบและเตรียมรับมือหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ: มักพบปัญหาเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เช่น HIV) เนื่องจากขาดการป้องกันและการดูแลตัวเองที่ดีพอ การวางแผนการเงิน: หลายคนไม่ได้วางแผนการใช้เงินเมื่อได้เงินก้อนใหญ่มาอย่างรวดเร็ว ผลกระทบทางจิตใจ: เมื่อเปิดเผยตัวตน สังคมจะมีทั้งคนที่มีทัศนคติบวกและลบ (ประณาม/เหยียดหยาม) ซึ่งจากสถิติที่พบมักจะนำไปสู่ภาวะ โรคซึมเศร้า

ประเด็น Sex Creator และ Sex Worker การทำให้ถูกกฎหมาย (Decriminalize) คุณกรณ์เน้นย้ำว่าเป็นหัวใจสำคัญ คือต้องไม่ทำให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ: ควรเป็นทางเลือกตามความสมัครใจ ไม่ควรบังคับ เพื่อให้ผู้ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้

ส่วนในประเด็นการศึกษาและการเรียนรู้: คุณตองเสนอว่าสังคมควรเปิดใจเรียนรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะการสอนเยาวชนในสิ่งที่ควรทราบ เพื่อให้พวกเขาสามารถนำไปพัฒนาตนเองได้ แทนที่จะปิดกั้นการเข้าถึงความรู้


ประเด็นอุตสาหกรรม Sex Toys โอกาสและการส่งเสริม คุณกรณ์มองว่าอุตสาหกรรมนี้สามารถส่งเสริมให้เติบโตได้ เนื่องจากมีตลาดโลกขนาดใหญ่ มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยสามารถนำวัตถุดิบในประเทศอย่าง ยางพารา มาแปรรูป ซึ่งจะส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนยางด้วย

แต่ต้องมีการการควบคุมและมาตรการป้องกัน โดยควรมีมาตรการควบคุมการเข้าถึงของเยาวชน เช่นเดียวกับการควบคุมสุราและยาสูบ รวมถึงการกำหนดกติกาเรื่องการโฆษณาและการจัดตั้งหน้าร้านเพื่อไม่ให้กระทบต่อสังคมในวงกว้าง

บทบาทของภาครัฐและการสนับสนุน คือการปรับปรุงนโยบายภาษี คุณตองเสนอว่าภาครัฐควรช่วยเหลือในเรื่องภาษีให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกธุรกิจปัจจุบัน เช่น การพิจารณาเพดานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อช่วยลดภาระและสร้างมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ในการจัดกิจกรรม (Event) คุณตองระบุว่าประเทศไทยมีความสามารถในการจัดกิจกรรมในด้านนี้ได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว โดยที่ภาครัฐไม่ต้องผลักดันอะไร แค่สนับสนุนตามสมควร

บทสรุปร่วมที่เป็นประเด็นสำคัญของการเสวนา คือการตอกย้ำจากทุกฝ่ายว่า
เราไม่ได้พยายาม “สนับสนุน sex industry” ในส่วนของการค้าบริการทางเพศให้เติบโตขึ้นและถูกกฎหมาย แต่เรากำลังโฟกัสเรื่อง “state capacity ในการจัดการสิ่งที่มีอยู่จริง” ให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดและจัดการให้มีผลกระทบด้านลบน้อยที่สุดในทุกมิติ

You may also like...