Coalescing Cadence

 

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต กรุงเทพฯ จัดแสดงนิทรรศการกลุ่ม Coalescing Cadence ภัณฑารักษ์โดย เจมส์ ลุยจิ ทานา (James Luigi Tana) ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 29 สิงหาคม 2569 ณ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต แกลเลอรี กรุงเทพฯ นิทรรศการรวบรวมผลงานของศิลปิน 8 คนจากประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ได้แก่ ฟรานซิส คอมเมย์น (Francis Commeyne), อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ (Imhathai Suwatthanasilp), โจนาธาน ชิง (Jonathan Ching), กนกพล สมเชื้อ (Kanokpon Somchua), เอ็มเอ็ม ยู (MM Yu), พริก ไชยชิต (Pik Chaichit), โปกล็อง อะนาดิง (Poklong Anading) และ ธนัชชา ไชยรินทร์ (Thanatcha Chairin) โดยนำเสนอแนวทางการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะร่วมสมัย ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน สภาพแวดล้อม และบริบททางสังคมวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ

Coalescing Cadence สำรวจจุดบรรจบระหว่างแนวทางปฏิบัติทางศิลปะและกระบวนการสร้างสรรค์ภาพของศิลปิน ภายใต้บริบทของสายสัมพันธ์ทางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศไทยและฟิลิปปินส์

นิทรรศการนำเสนอแนวคิดว่า แง่มุมบางประการของประสบการณ์ในชีวิตประจำวันสามารถแปรเปลี่ยนเป็นภาพและวัตถุทางศิลปะ ซึ่งต่างเชื่อมโยงกันผ่าน “จังหวะ” ร่วมบางประการ แม้คำว่า cadence จะสะท้อนถึงจังหวะ การเคลื่อนไหว และความต่อเนื่องของการไหลเวียน แต่ผลงานที่จัดแสดงยังเผยให้เห็นมิติของความหยาบกระด้าง แรงเสียดทาน และความตึงเครียด อันเกิดจากการต่อรองระหว่างขนบประเพณีกับวิถีชีวิตร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นิทรรศการรวบรวมผลงานหลากหลายสื่อ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม คอลลาจ สื่อผสม และวิดีโอ พร้อมสานต่อบทสนทนาในระดับภูมิภาคที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลงานหลายชิ้นในนิทรรศการสำรวจวัตถุที่พบเห็นและสิ่งของในชีวิตประจำวันในฐานะสิ่งที่สะท้อนและสร้างความหมายผ่านประสบการณ์ของมนุษย์

 

โปกล็อง อะนาดิง (Poklong Anading) นำเสนอผลงานวิดีโอที่ต่อยอดจากชุดภาพถ่ายซึ่งเขาสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเป็นประเด็นในการใคร่ครวญถึงคุณสมบัติที่ย่อยสลายได้ยากของวัสดุชนิดนี้ สะท้อนถึงการดำรงอยู่ของมันในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของมันในการหล่อหลอมและพร่าเลือนอัตลักษณ์ของผู้คน

 

ผลงานจิตรกรรมชุดใหม่ของ พริก ไชยชิต (Pik Chaichit) นำวัตถุและองค์ประกอบที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันมาจัดวางไว้บนระนาบภาพเดียวกัน ก่อให้เกิดภาพเหนือจริงที่ทั้งชวนฉงนและแฝงความไม่รื่นรมย์ ผลงานเหล่านี้ปฏิเสธการตีความที่ตายตัว และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมสร้างความหมายได้อย่างหลากหลาย

 

ขณะที่ศิลปินอีกกลุ่มหนึ่งถ่ายทอดภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมทางกายภาพรอบตัว ผ่านกระบวนการตีความและแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นรูปแบบนามธรรม

 

ผลงาน Measures และ Measures II ของ เอ็มเอ็ม ยู (MM Yu) เปิดโอกาสให้สีเคลื่อนตัวไปตามขอบผืนผ้าใบภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง เกิดเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่ผสานระหว่างการควบคุมและความบังเอิญ พื้นผิวและมวลสีอันสดใสจึงกลายเป็นการบันทึกและกลั่นกรองภาพสะท้อนจากสภาพแวดล้อมรอบตัวศิลปินในรูปแบบนามธรรม ขณะเดียวกัน ผลงานวิดีโอ untitled landscape นำเสนอภาพทิวทัศน์จากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งปรากฏทั้งความไม่เป็นระเบียบและเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง โดยมีเสียงนกร้องประกอบภาพอย่างย้อนแย้ง ราวกับสร้างความแตกต่างระหว่างความสงบของธรรมชาติกับความซับซ้อนวุ่นวายของสภาพแวดล้อมที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

 

ผลงานภาพวาดสื่อผสมของ อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ (Imhathai Suwatthanasilp) ผสานเทคนิคโมโนพิมพ์ กราไฟต์ สีอะคริลิก และเส้นผมมนุษย์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในจังหวัดลำพูน ช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แมลงเม่าเริ่มออกจากรังและบินกระจายตัว ในผลงานคอลลาจอีกชุดหนึ่ง ศิลปินนำปีกของแมลงเม่ามาจัดเรียงเป็นลวดลายคล้ายดอกไม้ภายในจานเพาะเชื้อ (Petri dish) เพื่อสะท้อนถึงจังหวะ การเคลื่อนไหว และการเวียนซ้ำที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติ รวมถึงความหวังของการเริ่มต้นใหม่ที่มาพร้อมกับสายฝน

ผลงานของ กนกพล สมเชื้อ (Kanokpon Somchua) ถ่ายทอดภูมิทัศน์กึ่งนามธรรมที่ก่อร่างขึ้นจากความประทับใจและประสบการณ์ระหว่างการเดินทางผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ศิลปินให้ความสนใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ ในธรรมชาติที่มักถูกมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ก้านไม้ หรือเศษเสี้ยวของภูมิทัศน์รอบตัว พร้อมสำรวจความทรงจำและความรู้สึกที่หลงเหลือจากการเผชิญพบอันละเอียดอ่อนเหล่านี้

 

ผลงานจิตรกรรมสามชิ้น (triptych) ของ ฟรานซิส คอมเมย์น (Francis Commeyne) ซึ่งสร้างสรรค์บนผืนผ้าใบลายทางที่เลียนแบบผ้าใบพลาสติก (tarpaulin) เป็นส่วนหนึ่งของชุดผลงานที่ศิลปินพัฒนามาตลอดระยะเวลากว่าสิบห้าปี โดยถ่ายทอดรูปลักษณ์ของผ้าใบพลาสติกที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนในเขตมหานครมะนิลาอย่างละเอียดแนบเนียน ผลงานชุดนี้ตั้งคำถามต่อความตึงเครียดระหว่างสิ่งที่ทำขึ้นด้วยมือกับสิ่งที่ผลิตด้วยเครื่องจักร ตลอดจนชวนพิจารณาคุณค่าที่สังคมมอบให้แก่ความเป็นต้นฉบับ แรงงาน และกระบวนการผลิต

 

ธนัชชา ไชยรินทร์ (Thanatcha Chairin) ใช้แผ่นทองคำเปลวและผงทองแดงบนกระดาษแข็งและบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง เพื่อถ่ายทอดภาพสถาปัตยกรรมอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย โดยอ้างอิงถึง Le Tour du Monde สิ่งพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1863 ที่บันทึกมุมมองของนักเดินทางชาวตะวันตกที่มีต่อสยาม การจับคู่วัสดุที่เชื่อมโยงกับระบบบริโภคนิยมเข้ากับวัสดุที่โดยขนบมักใช้ในงานช่างศิลป์ไทยและศาสนวัตถุ เผยให้เห็นกลไกของการท่องเที่ยวและการโฆษณาที่ดำเนินอยู่ภายในระบบทุนนิยม

 

โจนาธาน ชิง (Jonathan Ching) ศิลปินผู้มีเชื้อสายจีน–ฟิลิปปินส์ หยิบยกวิถีชีวิตประจำวันของย่านบินอนโด (Binondo) ในกรุงมะนิลา ซึ่งเป็นหนึ่งในไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มาเป็นจุดตั้งต้นในการสร้างสรรค์ ผลงานจิตรกรรมที่ใช้สีหนาเป็นพิเศษ (impasto) ถ่ายทอดภาพดอกไม้บูชาที่โรยรา ซึ่งเป็นเครื่องสักการะที่มารดาของเขา ผู้ปฏิบัติศาสนกิจในพุทธศาสนา นำไปถวายเป็นประจำ โดยจัดแสดงเคียงคู่กับประติมากรรมรูปส้มในลักษณะของแท่นบูชา ผลงานดังกล่าวบันทึกการเคลื่อนผ่านของกาลเวลา พร้อมทั้งเผยให้เห็นคุณลักษณะและความหมายที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นผ่านกระบวนการเสื่อมสลายอย่างช้า ๆ

 

Coalescing Cadence สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของศิลปินในการจินตนาการและตีความความเป็นจริงร่วมสมัย ตลอดจนภูมิทัศน์ที่หล่อหลอมและเป็นบริบทของการสร้างสรรค์ผลงานของพวกเขาขึ้นใหม่ ผ่านกระบวนการสร้างภาพและวัตถุ ศิลปินได้แปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พร้อมทั้งใคร่ครวญถึงบทบาทของผืนดิน ความเชื่อ ระบบนิเวศ และเทคโนโลยี ที่ร่วมกันกำหนดประสบการณ์การดำรงชีวิต ในขณะเดียวกัน ผลงานเหล่านี้ยังหยั่งรากอยู่บนฐานของขนบธรรมเนียมท้องถิ่น งานหัตถศิลป์ และแนวคิดเชิงมโนทัศน์ (conceptualism) อันเผยให้เห็นพลวัตของการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.rkfineart.com หรืออีเมล info@rkfineart.com

You may also like...