เสวนาวรรณกรรมงานกนกพงศ์ หัวข้อ หรือวรรณกรรมไทย ไม่อาจสั่นคลอนสังคม
คมสัน/ขอเริ่มต้นที่ความคิดเห็นของคุณจรูญพรครับ
จรูญพร//จริง ๆ มีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วครับว่าสั่นคลอนหรือไม่สั่นคลอน แล้วก็สั่นคลอนมากน้อยขนาดไหน แล้วอยู่ตรงจุดไหนบ้าง ก็เป็นเรื่องที่จะมีการพูดคุยกันอยู่เยอะ โดยส่วนตัวได้อ่านเรื่องสั้น บทกวี นวนิยายต่าง ๆในปัจจุบัน ก็เห็นอย่างนี้ครับ
ถามว่าวรรณกรรมไทยสั่นคลอนสังคมหรือเปล่าต้องบอกว่าทุกวันนี้เหมือนนักเขียนไม่ได้มีวัตถุประสงค์อย่างนั้นแล้ว วัตถุประสงค์ที่จะสั่นคลอนสังคม น่าจะน้อยลง
อาจจะเพราะว่าวิธีการที่นำเสนอต่างออกในยุคปัจจุบันต่างจากยุคก่อนหน้านั้น ซึ่งบรรยากาศการเมืองความเป็นนักคิดนักเขียนมันเข้มข้นกว่านี้ ทุกวันนี้ มันเหมือนคำว่านักคิดนักเขียนนี่ เราจะพูดน้อยลงเราจะพูดแค่ว่านักเขียนอย่างเดียว แต่ความเป็นนักคิดของนักเขียนอาจจะไม่เข้มข้นเหมือนในยุคหนึ่ง ซึ่งเรารู้สึกว่า เขาเป็นผู้นำทางความคิดจริงๆ เขาสามารถที่จะชักนำให้เกิดบรรยากาศ กระแสความคิดดีๆ ต่อสังคมได้ นั่นคือความรู้สึกที่เราเคยอ่านในยุคสมัยหนึ่งว่าตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราก็รู้สึกว่า ตอนนั้นวรรณกรรมเหล่านี้แหละ ที่สร้างพลังทำให้เราอยากออกไปค้นหาอะไรบางอย่างหรือหาคำตอบบางอย่างให้กับตัวเองให้กับสังคม ก็เป็นจุดหนึ่ง
แต่ถามว่า ทุกวันนี้สิ่งที่นักเขียน ปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ ผมไม่อยากเหมารวมนะครับ ก็มีบ้าง เอาเป็นว่านักเขียนส่วนใหญ่ เท่าที่ผมเห็น และเคยอ่าน
ผมรู้สึกว่าหน้าที่ของนักเขียนที่ทำกันอยู่วันนี้เป็นเพียงแค่สะท้อนสังคมที่เห็นออกมาเท่านั้นเอง
การที่นักเขียนสะท้อนสังคมที่เห็นออกมามันมีอยู่ 2 อย่างที่เขาเห็น
คือ หนึ่งเห็นด้วยตาของเขา จากประสบการณ์ที่เขาเจอ กับสองคือเห็นผ่านสื่อ
มันมีสองทางที่เขาใช้เป็นข้อมูลในการนำเสนอ ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่แน่ใจว่ามันพอหรือเปล่าเมื่อเทียบกับงานต่างประเทศหลายๆ ชิ้นเขามีการออกไปวิจัย หาข้อมูลแล้วมีการรีเสิร์ชอะไรที่อะไรที่มันชัดเจนแล้วก็มีข้อมูลสนุกๆ มามากมาย
แต่นักเขียนบ้านเราต้องยอมรับว่า ต้นทุนตรงนั้นอาจจะไม่เพียงพอที่จะทำ ก็จะทำงานโดยใช้ประสบการณ์จากสิ่งที่เห็นแล้วก็สิ่งที่สื่อเห็นแล้วเราก็มองตามสื่อ ก็เป็นวัตถุดิบที่นักเขียนเอาเขียน เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนอ่านจะได้รับจากนักเขียนก็เป็นสิ่งที่นักอ่านรู้และสัมผัสอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันถูกเอามาเขียนโดยวรรณศิลป์ โดยวิธีการประดิษฐ์แบบวิธีการเขียนเรื่องแนวต่างๆ ก็เป็นการประดิษฐ์
ถามว่ามันสั่นคลอนมั้ย ก็ไม่ถึงกับสั่นคลอน แต่มันอาจจะทำให้เรารู้สึกว่า มันมีแง่มุมนี้ในสังคม เป็นภาพสะท้อนจากมุมต่างๆ แต่ว่ามันไม่ได้ให้คำตอบอะไรที่ชัดเจนหรือเป็นแนวทางอะไรที่จะบอกว่ามันสามารถที่จะเปลี่ยนหรือว่าทำให้เกิดรอยขยับ หรือเกิดแรงกระเพื่อมหรือเกิดอะไรขึ้นก็ตาม น้อยมากที่จะเกิดจุดนั้น น้อยมากจริง ๆ
หลายครั้งผมรู้สึกว่า การทำงานของนักเขียนเขาทำงานหลายครั้งเหมือนกับเป็นการสนองความต้องการของตนเอง ผมมองว่า นักเขียนทำงานเขียนเหมือนเป็นการระบายสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองให้สังคมรับรู้ว่าคิด มองเห็นแบบนี้ ฉันรู้สึกว่าปัญหามันคืออย่างนี้ปัญหาที่เกิดกับฉันคือแบบนี้
บางครั้งมันเหมือนเป็นยาระบาย เป็นการแก้ปัญหาส่วนตัวของนักเขียนบางคนซึ่งอาจจะมีปัญหาความอัดอั้นในใจ แล้วต้องการระบายมันออกมา
บางคนอาจจะมีข้อมูลที่รู้สึกว่าเจ๋ง โหย ฉันไปรับรู้มาแล้วก็อยากใส่ข้อมูลเข้าไปในเรื่องของตัวเอง หลายๆ ครั้งจะเห็นว่า หลายครั้งข้อมูลถูกใส่เข้าไปมากเกิน เรื่องมันขาดความสนุก มันมีข้อมูลแต่ไม่มีเรื่องของความคิด ซึ่งมันก็เป็นคำตอบบางอย่าง
แต่ถามว่ามันผิดไหม ผมจะไม่ฟันธง แต่ผมรู้สึกว่า มันเป็นวิธีการของยุคสมัยแบบนี้แหละ การนำเสนอแบบนี้มันก็เป็นแบบนี้ แล้วความต้องการของนักเขียนกับนักอ่าน อาจจะเป็นอันเดียวกัน คือนักอ่านก็อาจจะไม่ได้ต้องการอะไรที่มาสั่นคลอนอะไรมากมาย เพราะนักอ่านก็อาจจะมีอะไรของตัวเองอยู่แล้วเหมือนกัน เขาก็แค่ต้องการอะไรสักอย่างที่แค่เป็นความบันเทิง อารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัยที่เราได้สัมผัสกันระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน ก็รู้สึกแบบนี้
คิดว่าการสั่นคลอน โดยตัวผม รู้สึกว่าไม่ได้มีถึงจุดนั้น แล้วก็อาจจะมีบ้างในบางครั้ง แต่ก็เบามาก เป็นแรงกระเพื่อมที่เบามาก จนถ้าพูดถึงองค์รวมแล้วน้อยมาก
คมสัน/จากประเด็นที่จรูญพรพูดถึงว่า นักเขียนรุ่นใหม่ๆ นี้มีลักษณะการทำงานซึ่งแตกต่างกันออกไป จากสังคมรุ่นก่อน ซึ่งอาจจะเคยสั่นคลอนสังคมได้
อยากจะฟังความคิดเห็นจากพี่วินทร์ครับ
วินทร์/สวัสดีครับผม คือหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ผมเคยได้ยินเมื่อ 20 ปีที่แล้ว รู้สึกเราคุยกันในเรื่องเดิม ตอนจบก็คงมีคำตอบที่คล้ายๆ คงเดิม ผมพยายามจะมองต่างมุมออกไปว่า มันเป็นเพราะอะไรทำนองนี้ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าถูกหรือเปล่าหลังจากที่ทำงานเขียนมา 20 ปีก็พอจะเข้าใจวงการดีได้ระดับหนึ่ง
คือคำว่าวรรณกรรมสั่นคลอนสังคมไทยได้หรือเปล่า? คำแปลมันก็คือ เราเชื่อในอำนาจวรรณกรรมหรือเปล่า ซึ่งถ้าถามผม และคนในที่นี้ ผมเชื่อว่า วรรณกรรมมีอำนาจจริงเพราะว่า การที่เราเป็นตัวเป็นตนทุกวันก็เกิดจากการอ่าน แล้วก็ผมยังเชื่อ แม้ว่าจะอยู่ในเชิงในอุดมคติไปหน่อยว่า อำนาจวรรณกรรมนั้นยังมีจริงแล้วมันสามารถที่จะเปลี่ยนคน ทิศทางในสังคมให้ดีขึ้นได้ แล้วเราทุกคนในที่นี้ก็คงเชื่ออย่างนั้น ไม่เช่นนั้นก็คงไม่เสียเวลาวันเสาร์มาชุมนุมกันในที่นี้
คือในสไตล์สำหรับนักเขียนคิดว่า คนทั่วไปก็คงอยากสร้างที่ดีมั้งครับ เหมือนพ่อครัวที่สร้างอาหารอร่อยแล้วก็มีวิตามินสูง แต่ว่าประเด็นที่ผมตั้งขึ้นมาในที่นี้ว่า บางทีไม่ใช่เพราะว่าเราสร้างงานดีหรืออาหารที่ดีเท่านั้นเอง อาจจะเป็นเพราะมันมีปัจจัยอื่นที่นอกเหนือจากการอาหารที่เรามีสุขภาพดีก็ได้
คือมันไม่ใช่ว่า วรรณกรรมไทยเป็นปัจจัยเดียวที่สามารถสั่นคลอนสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือเขย่าอวิชชาหรือความไม่รู้ไปจากสังคมไทย แต่มันมีปัจจัยอื่นด้วย คือนอกจากมีอาหารแล้วก็ยังมีเรื่องของสภาพแวดล้อม สิ่งต่างๆ มากมายหลายอย่าง ซึ่งในที่นี้ผมพูดถึงเรื่องการตลาดกับตัวสินค้าด้วย
คือถ้าเรามองในแง่ของการตลาด หรือเรื่องของสินค้า เพราะว่ามันมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือเรื่องของตลาด ด้านหนึ่งเป็นเรื่องของสินค้า สินค้าคือตัวงานของนักเขียน หรือว่าตัวนักเขียนเอง
คือผมเชื่อว่า เรามีนักเขียนที่มีฝีมือเยอะ แต่ว่าอย่างที่คุณจรูญพรพูดก็คือว่า เป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ งานเขียนที่ออกมาอาจจะไม่หลากหลายพอ ซึ่งถ้าดูจากหนังสือในร้านหนังสือทั่วไป เราจะพบว่า งานที่ออกมาในตลาดบ้านเราไม่หลากหลายเท่าไหร่ อันนี้ว่ากันตามเนื้อผ้า เพราะเมื่อเทียบกับการไปดูร้านหนังสือในต่างประเทศแล้วนี่ ผมว่าร้านหนังสือเขาจะมีความหลากหลายมากกว่าเยอะ ขณะที่ของเราค่อนข้างจะน้อยและดูเหมือนว่ามันจะมีคำว่ากระแสนิยมเข้ามาด้วย คือพอมีกระแสอะไรมาก็เฮไปเขียนเรื่องนั้น ทางสำนักพิมพ์ ก็ผลิตแต่เรื่องแนวนั้น อันนั้นคือส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยทำให้ตลาดหนังสือของเราไม่ยอมโตสักทีหนึ่ง คือแทนที่เราจะขยายตลาดให้กว้างขึ้นมาโดยการที่ทุกคนพยายามจะขยายไปเขียนเรื่องที่ไม่มีใครคิดหรือเขียนมาก่อน เช่นนิยายวิทยาศาสตร์ นิยายนักสืบ ต่าง ๆ ที่ไม่มีใครทำ แล้วก็อยู่ในเรื่องเดียวกัน มันเหมือนเป็นการแบ่งเค้กก้อนเดียว ซึ่งเป็นก้อนเท่าเดิม
แต่ในตลาดที่มันใหญ่จริงมันควรจะทำเค้กให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็แบ่งกันไป
อีกจุดหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า ไม่ใช่นักเขียนไม่มีฝีมือ แต่ว่า นักเขียนไม่สามารถที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นความผิดของนักเขียนเพราะว่า สถานะหรือข้อแม้การทำงานของนักเขียนบ้านเรา ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า นักเขียนไม่สามารถจะทำงานเป็นอาชีพเต็มตัว 100% ส่วนใหญ่แล้วนักเขียนบ้านเรายังทำงานเป็นไซด์ไลน์อยู่ ซึ่งโอกาสที่จะทำงานใหญ่ในลักษณะไซด์ไลน์หรือทำงานหลากหลายหรือว่าต่อเนื่องในสถานะของไซด์ไลน์ ค่อนข้างจะยาก และนี่คือส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับว่า เป็นกติกาที่เกิดขึ้น
อีกเรื่องที่พูดคือเรื่องตลาดรวม ก็คือว่าเหตุผลหนึ่งที่ผมเห็นว่า ตลาดหนังสือไม่โตขึ้น คำว่าโตขึ้นนี่หมายถึงว่า โตขึ้นอย่างเป็นสัดส่วน
เพราะถ้าเราดูตัวเลขของการขยายตัวของร้านหนังสือ และการขยายตัวของการผลิตหนังสือ ในแต่ละปี พบว่ามันขยายตัวสูงขึ้นทุกปี 10-20% จนถึง 30% ด้วยซ้ำไป แต่ถ้ามันขยายตัวในลักษณะนั้นจริง ในร้านหนังสือควรจะมีหนังสือทุกประเภทที่ผมอยากจะอ่าน อยู่ในนั้นด้วย แต่ว่าปัจจุบันนี้ถ้าผมไปร้านหนังสือ ผมไม่สามารถหาไซไฟที่เขียนโดยคนไทยได้ คือหาไม่เจอจริงๆ นี่แปลว่า การโตของตลาดเรา โตแบบผิดส่วน คือมันโตเฉพาะบางส่วนเท่านั้นเอง ซึ่งในระยะยาวไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี
ตัวเลขที่คนไทยอ่านหนังสือวันละกี่บรรทัดนี่ หรือว่า มีหนังสือผลิตออกมาวันละ 30 เล่มนี่ ไม่ได้เป็นตัวเลขที่น่าภูมิใจเท่าไหร่ เพราะว่ามันไม่แสดงว่า คนไทยมีปัญญามากขึ้น
นี่คือจุดที่น่าเป็นห่วง ซึ่งผมคิดว่า จุดนี้เป็นจุดที่ผ่านมา 20 ปีแล้ว เมื่อ20 ปีที่แล้วเราคุยเรื่องนี้ มันก็ยังไม่มีคำตอบ ผมคิดว่า โดยลำพังของความเป็นนักเขียนอย่างเราๆ ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเราเอง นี่เป็นเรื่องของนโยบายระดับสูง เป็นเรื่องของภาครัฐ เป็นนโยบายที่ต้องเป็นนโยบายแห่งชาติไป
ซึ่งนโยบายแห่งชาติในที่นี้ไม่ได้แปลว่า รัฐบาลจะเอาเงินมาอุดหนุนให้นักเขียนหรือว่าคนอ่าน แต่ต้องมากกว่านั้น คือการสร้างบรรยากาศของการอ่าน ทั่วประเทศด้วย ไม่ใช่แค่ว่าเอาเงินมาโยนเข้ามาเฉยๆ เพราะฉะนั้น จุดนี้เป็นจุดที่มีหลายปัญหาซ้อนกันอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่จะแก้ แต่ว่านี่เป็นภาพจริงที่ผมเห็นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมามันเป็นอย่างนี้
แล้วถ้าเรามองด้วยมุมมองแบบเดิม ๆ ผมคิดว่า อีกสัก 20 ปีข้างหน้า
เราก็อาจจะต้องตั้งคำถามนี้เหมือนเดิม ในสถานที่นี้เหมือนเดิม และอาจจะไม่มีคำตอบด้วย
คมสัน// ก็เป็นอีกแง่หนึ่งของคุณวินทร์ ซึ่งเป็นนักเขียนและอยู่ในวงการ ก็น่าสนใจมาก ๆ ที่มีเรื่องของการตลาด เพราะฉะนั้นมันก็เป็นคำตอบหนึ่งที่เราพอจะเห็นว่า ผมไปงานหนังสือตั้งแต่ผมตัวไม่พ้นโต๊ะ จนตอนนี้หัวพ้นโต๊ะตัวนี้ต่อกันสองชั้นแล้ว ก็รู้สึกว่า คนอ่านในงานหนังสือมันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็อาจจะเป็นคำตอบว่า ทำไมเราถึงยังต้องมานั่งคุยกันในเรื่องนี้อีก
วินทร์//ผมแทรกนิดหนึ่งนะครับ คือ สองสามเดือนที่แล้ว บังเอิญผมไปสถานทูตฝรั่งเศส พร้อมกับพี่ชาติ กอบจิตติ และ เสน่ห์ แสงสุข ไปคุยกับทูตฝรั่งเศส บังเอิญมีโอกาสก็เลย แลกเปลี่ยนมุมมองกันระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส ว่าเป็นยังไง
เขาถามว่าเด็กไทยอ่านวรรณกรรมหรือเปล่า ก็บอกว่า อ่านตามที่ครูบอกให้อ่าน เล่มไหนได้รางวัลก็อ่านเล่มนั้น คือจากการแลกเปลี่ยนความเห็น ปรากฏว่า เด็กฝรั่งเศสตัวเล็กๆ ก็อ่านวรรณกรรมแล้วเป็นวรรณกรรมซีเรียสด้วย เพราะว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรที่เขาต้องอ่านและต้องเข้าใจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นสิ่งที่เขาทำกัน แล้วเขาค่อนข้างจะช็อคที่ เราไม่ได้ทำอย่างนั้น
คมสัน/ตอนนี้อยากฟังพี่จำลองกับหัวข้อนี้ก่อนครับ
จำลอง// ท่านผู้มีเกียรติครับ หัวข้อหรือวรรณกรรมไม่สั่นคลอนสังคม?นี่ มันค่อนข้างจะยากนะครับ แต่คนตั้งก็ฉลาดเหลือเกินที่ตั้งให้เราได้คิด ได้ถาม
ผมมองว่า บางทีเราไปโทษวรรณกรรมมากเกินหรือเปล่า วรรณกรรมไม่สั่นคลอนสั่นคลอนสังคมไทยจริงหรือ สังคมไทยมันเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามเลยว่า สังคมไทยกระตุ้นเท่าไหร่มันไม่เคยตื่นเลย ผมมีความแปลกใจว่า สังคมไทยมีการกระตุ้นกันมาตั้งนานแต่ไม่เคยตื่น มีคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง ไม่ตื่น ไม่ตื่นในส่วนที่ทั้งที่มันมีงานสัปดาห์ปีละครั้งสองครั้ง ทั้งที่มันมีการเรียนการสอนอยู่ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย มีการเรียนการสอนทางด้านวรรณคดี การวิจารณ์วรรณกรรมแต่ทำไมมันไม่ตื่น คนที่เรียนที่สอน จบไปก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองได้เรียน มันแผ่วโผยไปเสียหมด
ทีนี้มาดูในตัวบทว่า วันที่ผมเริ่มเขียนหนังสือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว บรรยากาศทางการเมืองมันเป็นช่วงที่ลักษณะของสังคมค่อนข้างชัดเจนคือมี การต่อสู้ การต่อต้าน การผลักดันซึ่ง มันเป็นรูปของสังคมเผด็จการมีทหาร มีฝ่ายตรงกันข้ามกับทหาร เรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่อีกฝ่าย ถามว่าสังคมยังเป็นเผด็จการอีกหรือเปล่า ปัจจุบันก็ยังเป็นแต่เปลี่ยนรูปหน้าตาไป เผด็จการก็เฉลียวฉลาดขึ้น เมื่อบวกกับระบบของทุน คือทุนเผด็จการมันก็แนบเนียนมากยิ่งขึ้น
ถามว่านักเขียน เขียนถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่ นักเขียนเขียนนะครับ แต่ถ้าให้นักเขียนไปเขียนถึงทหารที่ยกปืนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว หรือยกธงสู้เหมือน 30 ปีที่แล้ว มันก็คงไม่เป็นอย่างนั้น
ผมคิดว่า นักเขียนเองก็มองสังคมอย่างวิญญาณ อย่างผมเองหรือหลายๆ คนก็มองสังคม แต่เราไม่สามารถเขียนหนังสือด้วยเงื่อนไขทางสังคมเมื่อ 30 ปีที่แล้วได้ เราเขียนด้วยเงื่อนไขสังคมที่เป็นปัจจุบัน ปัญหาก็คือเมื่อนักเขียนเขียนแล้วก็ไม่ได้ออกไปเคลื่อนไหวทางสังคมตามแนวหลักคิดที่ตัวเองได้เขียน
เมื่อก่อนศรีบูรพาเขียนถึงเผด็จการ เสรีภาพ ยุคของศรีบูรพา ก็สามารถที่จะเดินทางออกไปเคลื่อนไหวตามแนวคิดหรืออุดมคติของตนเอง แต่ในระบบทุนที่เราเขียนกันเราก็นั่งรอว่า เมื่อไหร่หนังสือจะขายได้บ้าง เมื่อไหร่นักวิชาการจะเอาไปพูดบ้าง เมื่อไหร่จะมีนักวิจารณ์หยิบงานเราไปวิเคราะห์ และมองเห็นถึงสิ่งที่เราเขียนซ่อนเอาไว้อยู่ ก็ไม่ค่อยได้ทำหน้าที่กันเท่าไหร่
คือมันน้อยเราก็โทษกันไม่ได้ว่า หนังสือบางเล่ม ขาย คนอ่านหนังสือ แต่บางเล่มก็ไม่สนับสนุนการอ่านหนังสือ คุณทำหนังสือรายสัปดาห์หรือรายปักษ์ก็จริง คุณทำเพื่อขายแต่หนังสือคุณก็ไม่ได้สนับสนุนกิจกรรมการอ่านทางด้านวรรณกรรมคุณไม่ลงหนังสือเรื่องราวเหล่านี้เลย
หลายครั้งหลายคราว บรรณาธิการหนังสือก็ดูถูกดูแคลนนักเขียน เป็นสิ่งที่รู้ได้เห็นได้ชัดเจน คือเหมือนกับว่ามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ว่ามีความสำคัญ
นอกจากนักเขียนไม่ได้เคลื่อนไหวทางอุดมคติ เหมือนเดิมแล้วนี่ ที่ไม่มีเพราะมันยากเกินไปที่จะออกไปเย้วๆ เหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้วในปัจจุบัน แต่การเขียนออกไปก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางความคิดอย่างหนึ่ง คนที่จะมารับสื่อคือนักอ่าน นักวิจารณ์ หรือนักวิชาการต้องมาทำหน้าที่ตรงนี้ คือคุณรับไปแล้วขยายวิพากษ์วิจารณ์พูดที่ไหนก็ได้ แต่คุณก็ไม่ได้ทำงานมากเท่าไหร่ เขียนไปแล้วหาย ครั้งแล้วครั้งเล่า
ตัวอย่างก็คืออะไร เดี๋ยวนี้ เห็นมั้ยครับว่าเราไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์เลย โควเตชั่นต่างๆ เคยมีมั้ยครับว่า โควเตชั่นของวินทร์ เลียววาริณ โควเตชั่นของจำลอง ตื่นเช้ามาเราก็เจอโควเตชั่นของนักการเมืองเลวๆ ที่พูดเพื่อสถานการณ์เท่านั้น มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร คือคุณไม่ได้ใช้งานเขียน หรือ ของกวีก็ไม่ได้เอาไปใช้ เมื่อบทจะเขียนอะไรสักอย่าง คุณก็ไปโค้ดของฝรั่ง
คือหมดทางที่จะหยิบ หรือค้นหาปัญญาของนักเขียนไทย คือไปโค้ดของฝรั่ง ทั้งๆ ที่นักเขียนไทยก็มีอยู่ แต่โทษที คุณโค้ดไม่ได้เพราะคุณไมได้ไปอ่านมัน คุณไม่ได้ไปทำความเข้าใจกับมัน พูดให้ตายคุณก็ไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้นโควเตชันที่หยิบมาใช้ในหนังสือรายวันหรือรายสัปดาห์ มติชนสุดฯ พยายามจะทำ ที่โค้ดนักเขียนอยู่บ่อย ๆ แต่เป็นการโค้ดที่ตามสถานการณ์ ไม่ได้หยิบในสิ่งที่นักเขียนพูดอย่างมีปัญญาไปโค้ด เมื่อเราไมได้ใช้สิ่งเหล่านี้ มันก็จบไป เราโค้ดแต่สุนทรภู่ ฯลฯ
แต่นักเขียนไม่เคยได้รับเกียรติ จากสื่อเหล่านี้ มันก็เกิดความไม่สนุกสิ นักเขียนคนนี้ได้รับการโค้ดนะ คนนี้พูดไว้ ๆ เสร็จรุ่งเช้าก็มีแต่ เฉลิม/สมัคร มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
ผมถึงบอกว่า สังคมตกต่ำจริงหรือเปล่า ไม่เช่นนั้น เขียนให้ดีให้ตายเถอะครับ แต่สังคมมันไม่ขยับ มีหลายสิ่งที่วรรณกรรมพูดถึงสังคมที่ไม่ขยับ น่ากลัวหนึ่ง โรงเรียนหลายโรงเรียนก็พยายามจะทำ แต่ครูเดี๋ยวนี้ก็ต้องลุกมาทำงานวิชากรเพื่อเอาอาจารย์สาม ปล่อยเด็กเคว้งคว้างไปเรียนกันเอง ผมอยู่บ้านนอกผมรู้ผมเห็น คืออาจารย์หมดความพยายามที่จะผลักดันการเรียนการสอน
ถึงแม้ผมจะเคยพูดหลายๆ ที่ว่า ผมอยากให้เด็กในนครฯ บ้านผม เรียนกวีนิพนธ์ของอังคารฯ เขาก็บอกมันยากนะครับ แล้วใครบอกให้คุณเริ่มยากๆ ล่ะ คุณก็เริ่มตั้งแต่ป 5-6 ในระดับง่ายๆ พอม.2-3 ก็ยากไปอีกนิดหนึ่ง จนถึง มหาวิทยาลัย ท้ายสุดเด็กนครฯ อย่าไปว่าเขานะ เด็กเรียนอังคารฯ ทั้งหมดเลยอย่างนี้
ทำไมคนนครฯเรียนกันไม่ได้ เขาก็ทำไม่ถูก หลักสูตรท้องถิ่นอุตส่าห์ร่างกันมาสุดท้ายเขาก็บอกว่า เขาอายมากเลย หลักสูตรเขาทำมาแล้วกลัวไม่ได้รับความชื่นชม อายที่จะทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นก็เลยเรียนกันไปตามทางกรุงเทพฯ นั่นคือความไม่กล้าก็มีอยู่
ในการพยายามที่จะช่วยกัน
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมมอง ไม่รู้จะสะเทือนใจผมหรือใครบ้างหรือเปล่า สังคมวรรณกรรมบ้านเรานั้นมันใกล้ชิดกันเกินไป ท้ายที่สุดทุกวันนี้มันก็เต็มไปด้วยป้อมค่าย สำนักพิมพ์นั้นนี้ นักวิจารณ์คนนั้นสนิทกับคนนี้ มันมีสิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่จริง อันนั้นไม่เป็นไรเพราะเราอยู่ในแวดวงพรรคพวกเพื่อนพ้องรู้จักกันได้หมด
แต่ท้ายที่สุดก็คือว่า พอเรามีอะไรมากๆ เข้ารู้จักกันเยอะเกินไป ความกล้าหาญที่จะยกย่องชิ้นงานของเพื่อนพ้องก็ไม่กล้ากันเสียแล้วเดี๋ยวนี้ อ่านเรื่องสั้นดีๆ สักชิ้นหนึ่ง ปิดปากพูดไม่อยากคุยละกลัวคนนั้นคนนี้จะได้รับการชื่นชม จะพูดถึงหนังสือดีๆ ของคนอื่นสักเล่มหนึ่งหรือของมิตรเพื่อนฝูงสักเล่มหนึ่ง เพื่อจะบอกว่าคุณอ่านเถอะเล่มนั้นดีนะ ชอบมากเลย แต่ในหมู่พวกเราก็เริ่มไม่กล้าจะทำกัน
เมื่อเราไม่กล้ายกย่องเทิดทูนหรือนับถือคารวะกัน คนอื่นจะมานับถือคารวะเราอย่างไรใช่ไหมครับ นี่คือความรู้สึกของผมที่รู้สึกกับว่าทำไมวรรณกรรมไม่สั่นคลอนสังคมไทย
เราถามว่าหนึ่ง สังคมเราแห้งแล้ง ถามว่าจิตใจเราที่อยู่ในแวดวงแห้งแล้งตามไปด้วยหรือเปล่า ยากที่จะคบหรือเปล่า เราสั่นคลอนตัวเองได้หรือเปล่าต่างหากที่จะไปถามสังคม
ค//เมื่อสักครู่จรูญพรพูดในรอบแรกว่า จากมุมมองนักวิจารณ์มองไปในตัวนักเขียนว่า เขียนในปัจจุบันที่อาจจะไม่ได้ทำงานที่จะสะท้อนสังคมออกมา อยากให้จรูญพรลองมองสังคมอย่างที่พี่จำลองมองว่าสังคมทุกวันนี้ กระตุ้นเท่าไหร่ไม่เคยตื่นเลย หรือว่าพื้นที่ในนิตยสารต่างๆ ในแง่ของความเป็นนักวิจารณ์ด้วย เรามองว่าในเรื่องพื้นที่ของงานวรรณกรรมและงานวิจารณ์ในแง่นี้ว่าอย่างไรบ้า
จรูญพร/ฟังพี่จำลองแล้วชอบคำหนึ่งที่ว่า สังคมไทยกระตุ้นเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ชอบมากๆ รู้สึกว่า มันเป็นมุมที่น่าสนใจมากๆ ที่เราจะมองว่า จริงๆ แล้วการเสวรรณกรรมมีทั้งเรื่องของการส่งและรับ
จริงๆ ผมเคยพูดประเด็นนี้ไว้นานแล้วแหละว่า จริงๆ ปัญหาในแวดวงวรรณกรรม มันมีทุกจุด ตั้งแต่คนอ่านคนเขียน คนทำงานวิจารณ์นักวิชาการในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนตามโรงเรียน คือปัญหามีทุกจุด แต่การที่จะแก้ ก็ต้องไปเท่าที่ทำได้ในแต่ละจุด
ส่วนตัวผมเองก็ทำเท่าที่ตัวเองทำได้ในส่วนของการทำงานวิจารณ์ เท่าที่สติปัญญามี ว่าเราคิดอะไรได้ขนาดไหน เราก็พยายามพูดถึงวรรณกรรมไทยให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็พูดวรรณกรรมต่างประเทศบ้างเพื่อให้มีตัวอย่างอื่นๆ ให้แฟนนักอ่านบ้าเนาได้เห็นว่า มีแนวอื่นๆ อีกนะ ที่สามารถที่จะไปได้หรือคิดในแบบนั้นได้ ก็พยายามจะให้เป็นอย่างนั้น
แล้วก็ในส่วนของสังคมที่มาบีบนักเขียนจริงๆ ผมมองว่า นักเขียนก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม นักเขียนบางส่วนก็เป็นพวกที่กระตุ้นเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นเหมือนกัน ก็เป็นอย่างที่พี่จำลองบอกเหมือนกัน คือผมไม่อยากฟันธงหมดไงว่า นักเขียนที่ทำแล้วพยายามจะทำงานเพื่อให้เกิดบรรยากาศสร้างสรรค์ ความคิดที่ดีงาม หรือสร้างสิ่งที่สวยงามในสังคม มันมีอยู่เยอะเหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงองค์รวมของสังคมวรรณกรรม มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เป็นสังคมที่กระตุ้นเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น นักเขียนก็เป็นแบบนั้น นักเขียนก็ยังทำงานด้วยแบบนั้นอยู่
จริงๆ แล้วเราจะเห็นว่าในเรื่องของพื้นที่ที่จะแสดงความคิดเห็นมีเยอะขึ้น มันมีเรื่องของบอกเรื่องอะไรต่าง ๆที่เข้ามาในยุคนี้ที่คุณสามารถที่จะพูดอะไรตรงนั้นก็ได้ ซึ่งจะมีกลุ่มคนที่รักชอบความคิดคุณเข้ามาอ่านก็มีตรงนั้นอยู่
แต่ว่าความคิดมันก็ยังไม่คมคายเท่าไหร่ ไม่รู้สึกว่า มันปลุกให้สังคมตื่นหรือสั่นคลอนได้จริงๆ คือเรารู้สึกจากเนื้องานจริงๆ เราไม่ได้รู้สึกเพราะเราดูถูก แต่เรารู้สึกจริงๆ คืออย่างที่เราทำงานวิจารณ์ ก็พยายามจะหาเรื่องที่ดีๆ บางครั้งก็ต้องยอมรับว่า บางช่วงที่จำเป็นต้องมีต้นฉบับตามกำหนดของมัน ผมหาหนังสืออ่านค่อนข้างยาก ที่จะหยิบเล่มไหนขึ้นมา
แล้วบรรยากาศอีกอันซึ่งค่อนข้าง จะเป็นปัญหาเหมือนกัน คือ เรื่องของการพิมพ์งานที่เวียนตามวาระของซีไรต์ซึ่งทำให้บางครั้ง ก็จุก ที่ต้องอ่านเรื่องสั้นทีละเยอะๆ ขณะที่เราอยากอ่านนิยายในอารมณ์นั้น แต่ทุกวันนี้ก็มีนักเขียนที่ทำงานต่อเนื่องอย่าพี่วินทร์ แต่ก็ไม่ได้กำหนดแบบนั้น หรืออย่างศิริวร ก็ไม่ได้กำหนด ก็จะมีงานต่อเนื่องมา ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำกำหนดกฎเกณฑ์ของรางวัลเป็นหลัก ก็น่าสนใจ ก็เป็นอย่างนี้จริงๆ แต่ว่า ผมมองว่า วรรณกรรมที่จะสั่นคลอนสังคมหรือไม่นี่ มันไม่ใช่จุดหมายใหญ่ไงครับ
คือที่ผมพูดว่า วัตถุประสงค์ของงานวรรณกรรมปัจจุบัน มันไม่ได้ต้องการที่จะสั่นคลอนสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำมันก็ตอบโจทย์บางอย่างของสังคมอยู่ว่า เขาต้องการแบบนี้กันแล้วนักเขียนก็ต้องการเสนอแบบนี้อยู่แล้ว มันก็ตอบโจทย์บางอย่างว่า มันก็เป็นไปตามยุคสมัยของมัน ที่เขาไม่ต้องการจะสั่น แล้วมันก็ไม่ได้สั่นจริงๆ
คมสัน//หรือว่าสังคมมันเคลื่อนไปแล้วครับคือมันเคลื่อนเลยความเข้าใจของนักเขียน ยกตัวอย่างช่น ทุกวันนี้เราจะรู้ว่า อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงมากเลย ว่า พอมีสื่ออินฯ มันเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแสดงออกของมนุษย์ในการเขียนระบายอะไร ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายๆ ครั้งเรื่องในอินเตอร์เน็ตที่ถูกหยิบขึ้นมาตีพิมพ์ ได้รับการยอมรับมาก ไม่รู้ว่าจะเรียกได้ว่า เป็นการตอบรับตรงนี้ว่าเป็นการสั่นคลอนสังคมหรือเปล่า
มันเหมือนกับว่า ถ้าเรานำงานนี้มาตีพิมพ์บางชิ้น มันอาจได้รับการตอบรับสูง อันนี้เราจะเรียกได้ไหมว่าสั่นคลอนหรือไม่สั่นคลอน?
คมสัน//ตอนนี้สังคมอาจจะเป็นอีกวงโคจรซึ่งเลยไปแล้วหรือเปล่า?
วินทร์// ผมมองว่าการสั่นคลอนสังคมในความหมายของผมคือทำให้สังคมดีขึ้น ทำให้คนฉลาดขึ้นมีปัญญามากขึ้น อยากน้อยแยกออกว่า 6 ตุลาคมมีคนตายกี่คน
คือผมคิดว่า หนังสือมันน่าจะเป็นสิ่งที่เราฉลาดขึ้น การที่หนังสือได้รับการตีพิมพ์มากหรือว่าเขียนในอินเตอร์เน็ต แล้วคนยอมรับมาก มันไม่ได้แปลว่าหนังสือเล่มนั้นดีหรือไม่ดี มันเพียงแต่บอกว่าคนชอบแนวนั้นเท่านั้นเอง
จุดที่แยกระหว่างหนังสือดีกับหนังสือไม่ดีคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองคนอ่าน หลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้นไปแล้วว่า ฉลาดหรือมีปัญญามากขึ้นเปล่า สามารถที่จะสั่นเอาความโง่เง่าไปจากหัวเราได้หรือเปล่า นั่นคือการสั่นคลอน
เพราะว่า ถ้าอ่านแล้วมันไม่ฉลาดขึ้น เหมือนกับหนังสือจำนวนมากที่ผมพลิกอ่านดู มันไม่ใช่ว่าพลิกดูแล้วเก็บไว้ในตู้นะครับ บางเล่มพูดจริงๆ ผมอ่านแล้วฉีกทิ้งเหวี่ยงลงถังขยะด้วย แต่บางเล่มผมจะซื้อแจกด้วยซ้ำไป เพราะว่า อ่านแล้วไม่เกิดปัญญาทำให้เรารู้สึกโง่ลงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น จุดนี้ที่ว่าอันตราย
ผมถึงบอกว่า ในฐานะ คือเรารู้ว่ามีปัญหาทุกจุดอย่างที่จรูญพรว่า มันมีปัญหาในทุกจุด ปัญหาของการวิจารณ์คือไม่มีคนวิจารณ์ หาหนังสือวิจารณ์ไม่ได้ พอไม่มีการวิจารณ์ บรรยากาศการอ่านก็ไม่มี ขณะที่เมืองนอก วันอาทิตย์จะมีหนังสือหนาปึก มีบทวิจารณ์รีวิวหนังสือเต็มไปหมด คือแค่อ่านบทวิจารณ์หนังเราก็อยากจะไปดูหนังเรื่องนั้น หนังสือก็เหมือนกัน
ก็เข้าใจว่าข้อแม้ในบ้านเราคือหนึ่ง พื้นที่ในการวิจารณ์ก็น้อย สอง นักวิจารณ์ทำงานหนักมาก อ่านไม่รู้กี่เที่ยว แล้วเขียนบทวิจารณ์หนึ่งบทขึ้นมา แล้วค่าจ้างในการวิจารณ์ผมว่าไม่ได้สูงอะไร เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่บทวิจารณ์บ้านเราไม่มากขนาดนั้น แต่จุดนี้คือจุดที่เราต้องกระตุ้น ไม่เช่นนั้น จะไม่เกิด
ส่วนในตัวสำนักพิมพ์ ผมคิดว่าต้องมองข้ามตัวกำไรไปบ้าง คือไม่ได้มองว่า สิ่งใดที่เป็นเรื่องรักเกาหลีต้องกำไรเสมอไป ผมคิดว่ายังมีช่องว่างอีกเยอะในตลาดที่เราเข้าไปสร้างได้ ผมคิดว่า ถ้าคุณสร้างได้ ยกตัวอย่าง งานวิทยาศาสตร์ หรือไซไฟ มีนักอ่านหลายคนมาบอกว่า ไม่รู้ว่ามีงานแบบนี้ในโลกนี้ด้วย นั่นคือสิ่งที่บอกว่าเขาไม่รู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วยในโลกนี้ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ชอบอ่าน การที่สำนักพิมพ์หลายๆ แห่งไปปิดประตูเลยว่า จะไม่ทำงานแนวนี้แนวนั้น มันก็เหมือนกับว่า ปิดโอกาส เหมือนกับที่ว่า ละครมันจะไม่ยอมสร้างอะไรนอกจากนางฟ้าตีกันอย่างนี้ก็เป็นการปิดโอกาส คือเราไม่มีทางรู้ว่าจะมีอะไรนอกเหนือจากนั้นหรือเปล่า คือในบทบาทของสำนักพิมพ์ หรือ คนผลิตมันก็ต้องให้โอกาสคนเขียนหรือเรื่องแนวนี้ด้วย
สำหรับนักเขียนซึ่งเป็นหัวใจหลักของเรื่องนี้ก็คือว่า นักเขียนจะอยู่ได้หรือไม่ได้อยู่ที่ว่า หนึ่งต้องเชื่อตัวเอง สอง ต้องทำงานอย่างไม่ย้อนรอยตัวเอง คือให้ก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา คืออัพเดทตัวเองตลอดเวลา ไม่เช่นนั้น จะไม่มีทางเลยที่จะก้าวหลุดออกมาจากวงจร
อย่างที่เราคุยกันเมื่อกี้ว่าทำไงให้เขารู้ว่า นักเขียนก้าวล้ำคนอ่านไปหนึ่งขั้น คือ เขารู้สึกว่า เขาอ่านงานเขียนจากคนนี้แล้วเขารู้สึกว่าเขามีอะไรที่รอคอย เออ อาจจะทำให้เขาฉลาดมากขึ้นก็ได้ มากกว่า แค่ว่า อ่านฆ่าเวลา เพราะถ้าอ่านฆ่าเวลามันก็ยังไมได้ตอบโจทย์อะไร
ทีนี้ในฐานะพ่อแม่ ผมคิดว่า เราต้องส่งเสริมให้ลูกมีนิสัยรักการอ่าน โดยที่พ่อแม่ต้องแสดงให้เห็นว่า หนังสือมีคุณประโยชน์ยังไง
อีกอย่างหนึ่งที่ต้องเน้นก็คือ การเสพสื่อให้หลากหลาย เสพให้เป็นไม่ใช่เฉพาะแค่อินฯ หรือแค่ทีวี ให้รู้จักว่า หนังสือก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ไมได้หมายความว่า ต้องอ่านหนังสือแนวเดียวตลอดเวลา จุดต่างๆ เหล่านี้ คนละเล็กละน้อยก็คิดว่าจะช่วยทำให้ปัญหาเรื่องวรรณกรรมไม่สั่นคลอนสังคมลดลงไปบ้าง คือคิดว่า ถ้าเราทำได้ในส่วนที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามายุง ก็คิดว่าคงจะเขย่าสังคมได้ระดับหนึ่งแล้ว
คมสัน//พี่จำลองมองในเรื่องสังคมที่มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า?
จำลอง//มันก็เป็นสิ่งที่ต้องสังเกตครับ เรื่องของการกระตุ้นไม่ตื่น บางทีมันอาจจะอยู่ในช่วงฟักตัวก็ได้
ที่บอกว่า เดี๋ยวนี้บางทีอุดมคติสังคมมันเคลื่อนไปที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ เมื่อก่อนเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการเสรีภาพ เราต้องการความเสมอภาค แต่เดี๋ยวนี้ เราต้องการความมั่งคั่งร่ำรวย และโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น ซึ่งเราไม่รู้หรอกครับว่าอุดมคติของสังคมเดี๋ยวนี้มันเคลื่อนไปอยู่ที่ไหนแล้ว เพราะผมเห็นคนเฉื่อยแฉะกับเรื่อง สังคมปัจจุบันอยู่เยอะว่าเรารอให้รัฐบาลนี้เลิกอีก 4 เดือนข้างหน้า แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำอะไรกับมัน
ทีนี้ถามว่าคุณหวังอะไรเมื่อคุณเปิดหนังสือ ปัจจุบันนี้สิ่งที่เราเห็นไม่มีใครพูดถึงประชาธิไตยกันมากแล้ว หรือสิทธิเสรีภาพกันมากพอสมควร เราต่างจะพูดเรื่องบริโภคนิยมกันเป็นส่วนใหญ่ นักเขียนก็เขียนเรื่องบริโภคนิยม พูดก็พูดเรื่องบริโภคนิยมครอบงำโลก สังคม
เมื่อคุณสถาพร ศรีสัจจัง พูดถึง เรื่องวาทกรรมโลกร้อนอย่างน่าสงสัย ผมก็นึกว่า ผมก็สังเกตอยู่เหมือนกัน พูดวรรณกรรมเรื่องโลกร้อน ค้นคว้าเรื่องโลกร้อนแล้วใครเป็นผู้ถ่ายทอด ออกมาแล้วใครเป็นผู้เผยแพร่ขยาย สื่อบ้านเราหรือสื่อตะวันตก ขยายมาทำไม มีดร.คนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องโลกร้อนเขาบอกว่า มันเวอร์จนเกินไปเพราะเขาต้องการที่จะขายสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวกับโลกร้อนซึ่งมีมูลค่ามหาศาล..................
สิ่งที่วินทร์พูดน่าสนใจ ก็คือว่า การเขย่านั้น ไม่ได้เขย่าทางสังคมที่เราเห็นเป็นรูปธรรม แต่บางทีมันอาจเขย่าอยู่ข้างในซึ่งต้องการใช้เวลา ซึ่งสังคมไทยต้องการใช้เวลาอย่างน้อยๆ 20-30 ปีในการฟักตัวว่า สังคมไทยจะเติบโตไปทางไหน คนอ่านหนังสือจะอ่านไปทางไหน คือมันก็ขาดผู้นำที่จะชี่ชัดว่าเราคนไทยจะอยู่ไหนแบบไหน เราเป็นใคร สังคมไทยเป็นอะไรในประเทศไทยเดี๋ยวนี้ .....ซึ่งมันล่องลอย ฟั่นเฟือน ไม่มีหลักประกันอะไรกับคน
ขณะเดียวกันผมคิดว่า การศึกษา การอ่าน คุณภาพใหม่มันจะปรากฏในหัวแล้วค่อยๆ แตกตัวออกมา พูดถึงก็เหมือนกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมคิดว่า ความคิดที่ชัดเจนมันก็เริ่มต้นจากเมื่อวาน วันนี้ ถามว่าไปดูใครชัดเจนขึ้นบ้างมั้ย เมื่อกี้ยังพูดเลยว่า 6 ตุลามีคนตายกี่คน มันไม่ร้ายกาจเท่ากับคนที่รักตัวเอง คนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่กล้าเปิดปากทั้งๆ ที่ตัวเองก็เสียเลือดเสียเนื้อ.....................
อย่างคนที่เสียเลือดเสียเนื้อเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่ได้คิดหวังอะไร ผมหวังคนรุ่นใหม่มากกว่า คนที่เริ่มอ่านหนังสือวันนี้และเริ่มสั่นคลอนวันนี้ ส่วนคนที่สั่นคลอนเมื่อ 30 ปีที่แล้วมันก็เป็นหมันไปเรียบร้อยแล้ว
คมสัน/เราก็พูดถึงในเรื่องนักเขียนและสังคม ฟังดูแล้วหดหู่ อยากถามคำถามหนึ่ง ว่า ถ้ามันเป็นระยะฟักตัวอย่างที่พี่จำลองพูด ตอนนี้แรงกระเพื่อมทุกอย่างกระเพื่อมอยู่ภายใน แล้ว ในอนาคตมันพอจะมีความหวังอะไรบ้างมั้ย
คือวรรณกรรมไทยวันนี้อาจกำลังสร้างแรงกระเพื่อมอยู่ แต่มันมีความหวังมั้ยในอนาคต ที่จะทำให้สังคมในอนาคตเคลื่อนไหวได้หรือสั่นไหวสังคมได้ กับภาพของวรรณกรรมในยุคปัจจุบัน
จรูญพร//พูดลำบาก ผมว่าจริงๆ วรรณกรรมมันก็เคลื่อนไปมีพัฒนาการของมัน แต่ที่ผมพูดแต่ต้นคือ ผมรู้สึกว่า ทุกวันนี้ไม่ได้เขียนเพื่อสั่นคลอนสังคม คือโจทย์มันเป็นอย่างนั้น คำตอบก็เลยเป็นอย่างนั้น
คมสัน//มันอาจจะสั่นอีก 20 ปีข้างหน้าหรือเปล่า
จรูญ// ไม่ๆ ผมว่าเขาไม่ตั้งใจจะสั่นไงครับ ในส่วนตัวผมคิดอย่างนั้นนะ คือ นักเขียนไม่ได้เขียนเพื่อสั่นคลอนสังคม ซึ่งเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่า จะสั่นโดยวิธีไหน ด้วยท่าทียังไง หรือสั่นได้มั้ย หรือว่าเขาเชื่อในอำนาจวรรณกรรมขนาดไหน ผมไม่แน่ใจไง
แต่โดยส่วนตัว ผมคิดว่า ผมไม่เห็นท่าทีของความพยายามสั่นคลอนสังคมอยู่ในงานเขียนยุคปัจจุบันสักเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้น เมื่อเขาไม่ตั้งใจจะเขียน แล้วเราจะไปตั้งคำถามว่า ทำไมงานคุณไม่สั่นคลอนสังคม ก็เขาไม่ได้ตั้งใจให้ความคิดของผมไปในแนวนั้น ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่มันเป็นพัฒนาการเขียนที่เป็นแบบนี้ แล้วมันตอบโจทย์ในยุคปัจจุบันว่า มันเป็นของมันแบบนี้
คมสัน//ถ้าอย่างนั้นอนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต
จรูญ//ใช่ อาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งว่า ถึงเวลาต้องสร้างสรรค์ละ ต้องเขย่าสังคมให้ขยับเขยื้อน ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง
คมสัน//พี่วินทร์บอกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วก็พูดเรื่องนี้ไปแล้ว วันนี้คืออนาคตของเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แล้ววันนี้ก็มาพูดอีก มันต่างกันมั้ยครับ
วินทร์// ไม่นะ ผมคิดว่าในฐานะนักเขียน ผมเชื่อว่า นักเขียนทำงานด้วยความเชื่อว่า จะสั่นสังคม เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาทำมาอาจจะยังไม่ถึงขั้น คนอาจจะไม่เก็ตว่าเขาต้องการพูดถึงอะไรเท่านั้นเอง แต่ผมเชื่อว่าโดยวิญญาณของนักเขียนที่เขียนงานในลักษณะนี้ ก็เชื่อในสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว ผมคิดว่า ในที่นี้มีนักเขียนอยู่หลายท่านมาก ก็คิดว่า น่าจะแสดงความเห็นในจุดนี้ได้
คมสัน//พี่จำลองมองเรื่องอนาคตยังไง?
จำลอง//ผมก็ปกติดีนะครับ เพราะว่า ผมยังเชื่อทุกตัวอักษรที่ผมเขียน ธีมทุกเรื่องที่ผมเขียน ผมมีความหวังว่า ผู้อ่านจะค้นพบในประเด็นที่ผมพูด ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเราจะสั่นคลอนสังคมได้มากน้อยแค่ไหน แต่ว่าประเด็นที่เราพูด ถ้าคนอ่าน อ่านเจอ แล้วสื่อได้ ก็จะรู้ว่าเราพยายามมจะสื่อสิ่งที่เป็นปัญหาของสังคม แต่สังคมปัจจุบันอย่างที่บอกว่ามันมีความหลากหลายมากขึ้น เป้าไม่ได้พุ่งไปที่เผด็จการอย่างเดียว ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ถนนหนทาง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ รูปแบบการดำรงชีวิตเปลี่ยนไปฯลฯ
เพราะฉะนั้นมันมีความหลากหลายมากขึ้น นักเขียนทุกคนในที่นี้ และกวีที่ผมอ่านไม่ว่าจะลงที่ไหน นักเขียนกวีทุกคนพยายามจะบอกกล่าวถึงเนื้อหาที่ชัดเจนที่มีอยู่ในสังคมไทย เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเขาเขียนโดยไม่มีประเด็นคงไม่ผ่าน แล้วกวีที่มีอยู่ ผมก็เห็นว่าทุกคนเขียนอย่างมีประเด็น แต่ถามว่ามันไปสัมผัสความรู้คนอ่านได้หรือไม่ ซึ่งมันก็คงเกี่ยวกับรูปแบบวรรณศิลป์.....
ผมคิดว่า การวิจารณ์สำคัญมาก เราขาดการถกเถียง สังคมเราขาดการถกเถียงอย่างมาก ผมรู้สึกเลยว่า ในวันที่ผมอ่านเรื่องสั้นดีๆ ผมยังโทรกลับมาหาเพื่อนพ้องที่กรุงเทพฯ ว่ายังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้อ่านเรื่องสั้นดีๆ อาจเพราะว่าผมยังทุ่มเทกับสิ่งเหล่านี้อยู่ก็ได้ ผมบอกว่าคุณอ่านเรื่องนั้นเรื่องสิน่าสนใจ คืออาจจะมีประเด็นที่เขาอาจอ่อนไปหน่อย แต่คุณลองอ่านดูสิ่งที่เขานำเสนอนั้นน่าสนใจมาก
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากสื่อสารกับนักเขียนรุ่นใหม่โดยตรง ก็คือ ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีบทบาทต่อการอ่านการเขียนเลยหรือ ผมตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อผมเริ่มเขียนหนังสือเมื่อปี 2521 ผมเขียนมาอย่างมีเครื่องไม้เครื่องมือน้อย ย่อหน้าก็ไม่เป็น ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน
แต่เมื่อผมอ่านเรื่องสั้นประกวดทั้งนายอินทร์อะวอร์อ หรือรางวัลกนกพงศ์ ก็ดี ผมตั้งคำถามว่าทำไมเด็กที่เริ่มต้นเขียนเมื่อ 2550 ทำไมไม่แตกต่างกับคนที่เริ่มต้นเขียนเมื่อปี 2521 รยะเวา 30 ปีนั้นหายไปไหน ปวศ.ของว.หายไปไหนทั้งๆ มีงานแปลงานต่างๆ มากมาย มีการพูดถึงตลอด แต่ทำไมคนเริ่มต้นวันนี้ถึงเริ่มดีกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วไม่ได้ คือสิ่งที่ผมสงสัยและให้ความสนใจอย่างยิ่ง
คมสัน// เราอาจจะได้เห็นผลการสั่นคลอนในอนาคตก็ได้ สุดท้าย อยากให้แต่ละท่านสรุป
จรูญพร// ผมมองว่าวรรณกรรมที่จะสั่นคลอนสงคมจริงๆ แล้ว เห็นว่านักเขียนส่วนหนึ่งงก็พยายาม แล้วส่วนตัวก็พยายามที่จะสนับสนุนนักเขียนเหล่านี้ คนที่ตามงานผมจะเห็นว่า จะเขียนถึงนักเขียนบางคนบ่อยมาก คือเราจะเห็นในตัวนักเขียนบางคนที่เขามีความตั้งใจจริงๆ ที่จะทำงานดีๆ ออกมาแล้วมีความต่อเนื่อง มุ่งมันเป็นนักเขียนที่ดี แล้วก็มี วิชาชีพทางด้านนี้อย่างจริงจัง ก็พยายามสนับสนุน แต่ว่าการทำงานที่จะสั่นคลอนสังคมเป็นเรื่องยาก เราก็ต้องงมหาเหมือนกันว่า ในแต่ละรุ่นมีเพชรอยู่ในกลุ่มนักเขียนมากน้อยขนาดไหน คือในบรรดาทั้งหมดอย่างผมมองรุ่นพี่วินทร์ ก็ได้มีทุกคน แล้วแต่รุ่น ถามว่า สั่นคลอนสังคมมั้ย โดยรวมเป็นอย่างนั้น มันไม่ได้สั่นคลอนเท่าไหร่ แต่ถ้าเจาะเป็นคนๆ ไป จะเห็นลักษณะความกระเพื่อมที่คนเหล่านั้นสามารถสร้างให้ได คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ทำงานต่อเนื่องมีงานเขียนที่คนติดตาม
อย่างนักเขียนคนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า โดยส่วนตัว อ่านแล้วผมเกิดแรงกระเพื่อมคืองานของกนกพงศ์ ผมพูดเสมอว่า ผมเสียดายที่กนกพงศ์ไม่อยู่ต่อสร้างงานที่เกิดพลังจริงๆ ให้กับสังคม เพราะว่าเขามาถึงจุดที่ใกล้ถึงตรงนั้นมากแล้ว อีก 2-3 ก้าวก็ไปถึงแล้ว เราก็รู้สึกเสียดายคนๆ นี้เพราะแต่ละรุ่นมันหากจากที่จะเจอนักเขียนแบบจริงจังที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงานเขียน
นักเขียนที่จะกระตุ้นให้เกิดความสั่นคลอน แต่ละรุ่นมีน้อย........ แต่ละรุ่นก็จะมีเพชร ก็อยากจะพูดถึงอยู่เรื่อยๆ
วินทร์// โดยส่วนตัวผมทำงานทั้งสองแบบคือ ไซด์ไลน์ 15 ปี และอาชีพ 5 ปีเศษ ก็คิดว่าพอมองเห็นปัญหาของสองจุดนี้
ข้อแม้การเป็นนักเขียนบ้านเราค่อนข้างจะยาก เพราะว่า ในสถานะนักเขียนไซด์ไลน์มันมีเวลาทำงานวันหนึ่งประมาณชั่วโมงเดียวแล้วเป็นชั่วโมงเดียวที่ร่างกายค่อนข้างจะอ่อนเพลียด้วยหลังจากทำงานทั้งวัน โอกาสสร้างงานระดับสั่นสะเทือนสังคม ถ้าพูดตรงๆคือค่อนข้างจะยาก แล้วเวลาไม่ต่อเนื่องด้วย
สำหรับงานนักเขียนอาชีพก็ยากอีกแบบหนึ่งคือมีเรื่องเศรษฐกิเข้ามาเกี่ยวว่าจะอยู่ให้รอดปลอดภัยวันต่อวันเดือนต่อเดือนได้อย่างไร ส่วนนี้ทำให้งานอาจจะไม่ถึงระดับสั่นสะเทือนสังคมด้วยก็ได้เพราะฉะนั้น จุดเหล่านี้ไม่ใช่ข้ออ้างว่าเราไม่สามารถผลิตงานดี แน่นอน เรามีพลังใจที่จะทำงานเต็มร้อยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหลายๆ อย่างทำให้เป็นอย่างนั้น
แต่ผมยังเชื่อว่า นักเขียนถ้าเชื่อมั่นว่าตัวเองทำงานทุกชิ้นด้วยใจเต็มร้อย แม้บางชิ้นไม่ถึงนี่ ระยะเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์เองว่าในระยะยาวแล้ว ยังไปได้อยู่
จำลอง//เขียนงานมา 30 ปี การจะวิ่งกลับไปข้างหลังมันทำอะไรไม่ถูกแล้ว กรีดยางพารา หรือทำนาก็ทำไม่ถูกแล้ว ไม่ได้หัดไม่ได้ปลูกด้วย เพราะฉะนั้นก็อยู่กับเรื่องส่วนตัวก้มหน้าก้มตาอ่านงานของคนอื่น ของตัวเองก็เขียนไปเรื่อย ผมว่าอีกไม่นานหรอกครับจะไปถึงจุดนั้นมันก็เห็นขอบโลงอยู่รำไร ถ้าอยู่ได้นานก็ 70 ปี ก็แล้ว
แต่ ท้ายที่สุด ผมก็ยังหารือกับตัวเอง ว่า จะต้องทำงานอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะสั่นคลอนหรือสั่นสะเทือนบ้าง ก็มันอยู่ที่ผู้รับ เท่านั้นเอง แต่ความรู้สึกก็คือไม่ได้ท้อแท้.... ยังมีใจที่จะสั่นคลอนใครไม่ได้ ก็สั่นตัวเองไปมันต้องเป็นอย่างนี้แหละครับ
ค//หวังว่า....ทุกๆ คนคงจะนำเรื่องที่เราได้คุยกลับไป ในแง่ต่างๆ กันไป ......การพูดคุยอย่างนี้ต้องมีบ่อยๆ แม้ไม่สั่นคลอนวันนี้แต่ผมว่า สักปีหนึ่งมีไฟฟ้ามากระตุ้นสักทีสองที ผมก็ว่าจะดีครับ หวังว่า คงไม่ต้องคุยกันในเรื่องนี้อีก 20 ปีข้างหน้าก็จะมีความสุขมากๆ ครับ!! |