ArtBangkok.com : Thailand Contemporary Creative Art Design and Entertainment
Untitled Document

   หน้าแรก  >  Art connection   >  ประเทือง เอมเจริญ

 

ทำบ้านให้รูปอยู่ ณ หอศิลป์เอมเจริญ

“ผมมีความสุขกับการเกิดมาเป็นคนทำงานศิลปะ และมีความอบอุ่นกับสังคมเพื่อนศิลปินในโลกศิลปะ การสร้างหอศิลป์เอมเจริญ ทำบ้านให้รูปอยู่ เป็นเจตนารมณ์สูงสุดของชีวิต ผมทำงานอย่างต่อเนื่องมาตลอดชีวิต จึงคิดว่างานศิลปะที่ผมทำไว้มากมาย ต้องมีบ้านอยู่อย่างปลอดภัย หอศิลป์ฯ เป็นสิ่งที่ผมปรารถนาจะสร้างให้สำเร็จก่อนชีวิตจะคืนสู่ธรรมชาติตามกฎแห่งสัจจะ” 


อาจารย์ประเทืองบอกถึงปณิธานของตัวเอง ไว้ในแผ่นพับเล็ก ๆ ที่แจกให้กับผู้ไปร่วมงานเปิด “บ้านศิลปินแห่งชาติ หอศิลป์เอมเจริญ” ณ ตำบลสำรอง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2550 


อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ  เป็นศิลปินที่มีความรักและความศรัทธาต่อศิลปะ  มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรังสรรค์สังคมที่รายล้อมอยู่รอบตัวให้เกิดเป็นความงดงาม  ให้สมาชิกในสังคมรู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากความงาม  และสุนทรียะในศิลปะเป็นสิ่งหล่อหลอมนำไปสู่ความดี  ความงามและความสงบสุข 

ไม่เพียงความโดดเด่นในงานสาขาทัศนศิลป์เท่านั้น  อาจารย์ยังได้สร้างงานวรรณศิลป์ที่มีคุณค่าอีกจำนวนไม่น้อย  ผลงานแต่ละเล่มเป็นความล้ำลึกที่เกิดจากจินตนาการอันงดงามของศิลปิน  อาจารย์สามารถรังสรรค์ตัวอักษรให้เป็นเรื่องราวที่มีชีวิต  ทำให้คนอ่านเกิดความประทับใจเสมือนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องราวนั้น ๆ เห็นภาพในสีสันแง่มุมต่าง ๆ อย่างไม่รู้เบื่อ 


ผลงานความสามารถของอาจารย์ประเทือง เป็นที่ยอมรับกันทั้งในระดับชาติและนานาชาติ รางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปีพุทธศักราช 2548  เป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันคุณงามความดีที่อาจารย์ได้ตั้งใจสร้างสรรค์และสั่งสมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน  เพื่อประโยชน์แก่วงการศิลปะและแก่สังคม

 

 

 

 

หอศิลป์เอมเจริญ เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2544 ณ ตำบลสำรอง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี  ในพื้นที่ 4 ไร่  ริมแม่น้ำแม่กลองที่มีภูมิทัศน์งดงามตามธรรมชาติ  มีขุนเขาเป็นฉากหลัง  มีแม่น้ำไหลผ่านด้านหน้า และบริเวณโดยรอบสดสะพรั่งด้วยพืชไร่ 


หอศิลป์เอมเจริญ ประกอบด้วยอาคารสามหลัง บ้านพักหนึ่งหลัง  มีภูมิทัศน์ที่เป็นบรรยากาศของหอศิลป์ร่วมสมัย  มีผลงานประติมากรรมจัดวางกลางแจ้ง และตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ใบนานาพันธุ์ 


 

 

 

 

 

 

 

วัตถุประสงค์ของหอศิลป์ กำหนดว่าเป็นองค์กรอิสระ  เป็นสถานที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะทั้งแบบถาวรและการแสดงแบบหมุนเวียน  พร้อมทั้งเป็นสถานที่สำหรับการจัดอบรมด้านศิลปะและการจัด workshop ศิลปะร่วมสมัยให้แก่นักเรียน นักศึกษา ศิลปินในประเทศและต่างประเทศ  เพื่อเป้าหมายคือความเจริญรุ่งเรืองของงานศิลปะร่วมสมัยที่จะแผ่ขยายออกสู่ส่วนภูมิภาค
 

อ.ประเทือง เอมเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2478 ณ จังหวัด ธนบุรี ซึ่งบัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ อ.ประเทืองเป็นบุตรชายคนที่สองในจำนวนบุตรชายสามคนของครอบครัวชาวสวนที่มีฐานะยากจน  บิดาของท่านได้บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 7 ขวบ  และอยู่ในเพศสมณะเป็นเวลาถึง 25 พรรษา

เมื่อท่านลาสิกขามาอยู่ในเพศฆราวาสนั้น ในช่วงหนึ่ง ท่านได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนในกรมแพทย์ทหารบก ด้วยเหตุที่ท่านอยู่ในเพศสมณะเป็นเวลานาน ท่านจึงรอบรู้ในหลักธรรมของพุทธศาสนา และดำรงชีวิตสงบสันโดษตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความโอบอ้อมอารี และเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีความรับผิดชอบดียิ่ง
 
นอกจากนี้แล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่มีความถนัดเป็นพิเศษในงานช่างทุกประเภท และมีอุปนิสัยชอบเล่นดนตรี อ่านหนังสือ และแต่งบทกลอน คุณสมบัติเหล่านี้ของท่านได้ตกทอดมาถึงบุตรชายทั้งสามคน

อ.ประเทือง ใช้ชีวิตวัยเยาว์อยู่ในสวนฝั่งธนบุรี ที่ร่มรื่นและสงบเงียบใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยนั้น ฝั่งธนบุรีเต็มไปด้วยเรือกสวนไร่นา แม่น้ำลำคลอง อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ชีวิตของผู้คนเรียบง่ายและมีสันติสุข

อ.ประเทือง ชอบไปว่ายน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา  ความสดชื่นของสายน้ำและความเขียวชอุ่มของแมกไม้หล่อหลอมความสุขให้กับ อ.ประเทือง  และทำให้เขามองเห็นคุณค่าของสรรพสิ่งในธรรมชาติที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต


ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวไทยในสังคมชนบท  การอบรมเลี้ยงดูที่ท่านได้รับในวัยเยาว์ก็คือ เด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ต้องอยู่ในโอวาทของพ่อแม่ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องช่วยทำงานเท่าที่สามารถจะช่วยได้ พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูลูกโดยใช้หลักคุณธรรมทางศาสนา  และยึดมั่นวัฒนธรรมประเพณีเป็นหลักในการดำเนินชีวิต


อ.ประเทือง ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาใกล้บ้าน ในช่วงของการศึกษา เขารักวิชาวาดเขียนและวิชาขับร้องเป็นพิเศษ  เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  บิดาก็ได้ถึงแก่กรรม เมื่อขาดบิดาผู้เป็นหลักของครอบครัวเสียแล้ว การศึกษาเล่าเรียนของท่านก็ได้จบสิ้นลง


อ.ประเทือง ออกจากโรงเรียนมาทำงานเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว  ในวัยที่มีอายุ 14 ปี ท่านรับจ้างทำงานทุกประเภทเท่าที่สามารถจะทำได้ เช่น เป็นลูกมือช่างตีเหล็ก เป็นลูกจ้างในร้านขายกาแฟ  และช่วยมารดาขายขนมและผลไม้  เมื่ออายุได้ 16 ปี  พี่ชายซึ่งเป็นช่างเขียนภาพโฆษณาได้ชักชวนให้ไปฝึกงานช่าง  ท่านจึงได้เข้าฝึกฝนงานในบริษัทโฆษณาที่มีชื่อเสียงโดยเป็นลูกมือช่างเขียนภาพโฆษณา

ท่านผ่านการฝึกฝนงานช่างด้วยความมุ่งมั่นอยู่ประมาณสามปี  จึงได้เป็นช่างเขียนประจำของบริษัท ประสบการณ์จากการทำงานทำให้ท่านมีความสามารถในเชิงช่าง ทั้งในด้านการร่างภาพ การเขียนภาพสีน้ำมัน และการใช้เทคนิคต่าง ๆ  เมื่ออายุ 19 ปี  ด้วยความรอบรู้ในงานช่างอย่างครบถ้วน และด้วยการทำงานหนักอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจ  ประเทืองก็ได้เลื่อนฐานะเป็นหัวหน้าช่างเขียนของบริษัท


ในช่วงที่ทำงานอยู่ที่บริษัทโฆษณานี้  อ.ประเทือง มีโอกาสได้วาดรูปในเชิงช่าง  อย่างหลากหลาย ด้วยเหตุที่ว่า บริษัทรับจ้างโฆษณางานทุกประเภท  ภาพที่วาดจึงมีทั้งภาพที่เป็นทิวทัศน์และที่เป็นรูปวัตถุเพื่อการโฆษณา ประสบการณ์ในเชิงช่างดังกล่าวนี้  ทำให้ท่านเข้าถึงคุณค่าความงามทั้งศิลปะของภาพเขียนในระดับพื้นฐาน


ท่านทำงานเป็นหัวหน้าช่างเขียนได้สองปี แม้ว่างานจะมั่นคงและรายได้จะดี แต่ท่านก็มีความรู้สึกอยากเปลี่ยนงานใหม่ เพราะตลอดเวลาห้าปีที่เขาทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณานั้น  ชีวิตการทำงานซ้ำซาก จำเจ และอยู่ในวงจำกัด  ท่านต้องการจะออกไปอยู่ในโลกที่กว้างกว่า ที่ซึ่งจะได้พบกับสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ และจะมีโอกาสได้พัฒนาความสามารถให้ทวีขึ้นเรื่อย ๆ


ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2497 อ.ประเทือง จึงลาออกจากบริษัทโฆษณา มาประกอบอาชีพเป็นช่างเขียนอิสระ  เขียนรูปโฆษณาภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ  ตลอดระยะเวลาแปดปีที่ ท่านทำงานอยู่ในแวดวงธุรกิจบันเทิงนั้น  วิถีชีวิตของท่านได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย

ยุคนั้นเป็นยุคทองของภาพยนตร์ฮอลลีวูด และเป็นยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ไทย คุณค่าในทางสร้างสรรค์ของภาพยนตร์ต่างประเทศ ได้มีส่วนยกระดับการรับรู้ถึงคุณค่าของศิลปะให้กับท่าน ผู้ซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาความรู้ใส่ตัว 


ตลอดเวลาแปดปีนี้ อ.ประเทือง มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ดี ๆ มากมาย ซึ่งในภาพยนตร์เหล่านั้น สาระของศิลปะทุกแขนงไม่ว่าดนตรี  วรรณกรรม  จิตรกรรม  ศิลปะการแสดง  ตลอดจนปรัชญาชีวิตที่แทรกอยู่ในภาพยนตร์ได้ซึมซับเข้ามาในจิตใจของท่าน  อ.ประเทืองจึงมองเห็นคุณค่าของศิลปะที่มีต่อชีวิต และทวีความสนใจในการแสวงหามากขึ้น 


 

 

 

 

 

ท่านเริ่มสนใจไปดูภาพเขียนในการแสดงนิทรรศการศิลปะ  ไปฟังดนตรีตามที่แสดงต่าง ๆ และอ่านหนังสือทุกประเภท เพื่อเพิ่มพูนความรู้และเปิดโลกทัศน์ให้กับชีวิต ความรู้ทางศิลปะของ อ.ประเทืองจึงเพิ่มทวีขึ้น 


และทำให้ท่านได้ประจักษ์ว่า งานศิลปะทุกแขนงมีส่วนในการพัฒนาความคิด และอารมณ์ความรู้สึกให้กับเขามากกว่าสิ่งอื่น ๆ ทางวัตถุที่เป็นความนิยมของสังคมในขณะนั้น  อาจจะกล่าวได้ว่า การที่ อ.ประเทืองได้คลุกคลีอยู่ในวงการภาพยนตร์เป็นเวลาอันยาวนานนั้น  ก็เท่ากับว่าท่านได้เข้าศึกษาอยู่ในสถาบันศิลปะขั้นพื้นฐานนั่นเอง

ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น น่าจะเป็นของขวัญอันทรงคุณค่าที่มอบสำหรับผู้ก่อตั้ง ผู้ที่มุ่งมั่นตั้งใจให้หอศิลป์เอมเจริญ... 


เป็นสถานที่สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับวงการศิลปะ 

เป็นสถานที่สร้างมิตรไมตรีระหว่างกันและกันของศิลปินผู้สร้างงานศิลปะ
 
และเป็นสถานที่ปลูกฝังรสนิยมทางศิลปะให้กับเยาวชนและผู้คนในสังคม  


เป็นประดุจสายธารน้ำพุแห่งภูมิปัญญาและจริยธรรม ที่จะชี้นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชีวิตผู้คนสืบไป 


น่ายินดีและขอขอบคุณในเจตนารมณ์ของอาจารย์ประเทือง สำหรับแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะที่มีค่าสำหรับสังคมแห่งนี้  โดยเฉพาะเป็นโอกาสที่ดียิ่งของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ใกล้เคียง  ที่จะได้ซึมซับรับรู้งานศิลปะจากศิลปินชั้นเลิศ ได้เติบโตขึ้นไปพร้อม ๆ กับกระบวนการหล่อหลอมด้วยสุนทรียะและด้วยความรัก  ความปรารถนาดีของศิลปินผู้อุทิศ  ทั้งกาย  ใจ  เวลา  รวมทั้งทุนทรัพย์ส่วนตนเพื่อให้งานศิลปะมีชีวิตอย่างเป็นอมตะ

 

ข้อมูลอ้างอิง : http://pratuang.com/hislifethai.htm


http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2287


ข้อมูลจาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=184739
 

 

 

 

 
    Share to Facebook



----------------------------------------------------------------------------------------
ให้คะแนนบทความนี้
คะแนนบทความนี้: 3.1/5ดาว (จากจำนวนโหวต 31 votes )

 
 
 
 
 
 
 
สืบค้นข้อมูล ทางกระทรวงวัฒนธรรม

 

ArtBangkok.com ออกแบบและจัดทำโดย บริษัท ดีพี สตูดิโอ จำกัด เลขที่ 30 สุขุมวิท 85 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260
โทร.02-3311610 โทรสาร 02-3311618 email artmaster@artbangkok.com
Copyright 2003 ArtBangkok.com All rights reserved