Untitled Document

   หน้าแรก  >  Editor's Talk   >  หันไปทางไหน ใครๆก็พูดกันแต่เรื่อง Creative Economy จริงหรือที่ "ความคิดสร้างสรรค์" ในประเทศนี้ กำลังขาดแคลน

 
อาจจะช้าและเชยไปหน่อยที่จะมาพูดถึงเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งใครๆ เขาก็พูดกันไปหมดแล้ว และรัฐบาลไทยก็กำลังเดินหน้าใช้เงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์นี้แบบดับเครื่องชน ชนิดที่ใครขวางมีสิทธิ์โดยเหยียบเละ แต่ครั้นจะนิ่งดูดายทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเสีย บาปก็จะเกิดขึ้นในใจ เพราะหูตาหาเรื่องของผู้เขียนดันไปประสบกับรายชื่อโครงการที่ส่งเข้าพิจารณาของบสนับสนุนก้อนนี้เข้า แล้วเกิดอาการเครียดนอนไม่หลับ กลุ้มใจยิ่งนักว่า เงินภาษีของเราจะถูกนำไปใช้หนี้ให้กับใครก็ไม่รู้ ที่ดันมีช่องทางเข้าถึงงบประมาณ เพื่อที่จะเอาไปลงทุนทำอะไรบ้าๆบอๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่า นอกจากไม่ได้กำไรอย่างสร้างสรรค์แล้ว ทุนก็จะหายวับไปอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย

     จอห์น ฮอกิ้น กูรูด้านเศรษฐกิจ เจ้าของผลงานหนังสือ Creative Economy ชาวอังกฤษ ได้อธิบายว่า เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง แนวคิดที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อภาคการผลิต บริการ ภาคการขาย หรือแม้แต่อุตสาหกรรมบันเทิง เป็นแนวคิดที่อยู่บนการทำงานแบบใหม่ ที่มีปัจจัยหลักมาจากความสามารถ และทักษะพิเศษของบุคคล 

     เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีกระบวนการนำเอาวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี มารวมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ ( Creative Industry ) หรือ อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ( Culture Industry )

     ปัจจุบันธุรกิจที่จัดอยู่ในข่ายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ งานโฆษณา, สถาปัตยกรรม งานฝีมือ และการออกแบบ, แฟชั่น และเครื่องนุ่งห่ม, ภาพยนตร์ และวิดีโอ, การออกแบบกราฟิก, ซอฟท์แวร์ เพื่อการศึกษา และการพักผ่อนหย่อนใจ, ดนตรี และผลงานเพลง, ศิลปะการแสดงและบันเทิง, การเผยแพร่โทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต, ผลงานทัศนศิลป์ และของเก่า งานเขียน และงานพิมพ์ต่างๆ

     Creative Economy : CE อาจถูกเรียกว่า Creative Industry : CI แนวคิดนี้มีการนำไปใช้อย่างจริงจังในหลายประเทศของโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อาทิ อังกฤษ จีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ เป็นต้น สำหรับอังกฤษ ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์นี้ โดยขนาดของอุตสาหกรรมดังกล่าวของอังกฤษ คิดเป็น 7.3% ของจีดีพีทั้งประเทศ มีอัตราการเติบโตคิดเป็น 5% ต่อปี คิดเป็นสองเท่าของอุตสาหกรรมอื่นๆ และมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวถึง 1.8 ล้านคน เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลอังกฤษได้จัดให้มีโปรแกรมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (The Creative Economy Program) ขึ้นตั้งแต่ปี 2005

     โมเดลพื้นฐานสำคัญ ที่ทำให้ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์มาจากหลักการ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ทุกคน สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ (Everyone needs Creativity or Everyone can be Creativity) เพราะเชื่อว่า คนเราทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวตั้งแต่เด็กๆแล้ว 2. ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสรภาพ (Creativity needs Freedom) ทั้งนี้ในสังคมที่สนับสนุนให้คนแสดงความคิด และสามารถแสดงออกได้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ฝึกฝน และเรียนรู้ 3. อิสรภาพความคิดสร้างสรรค์ต้องการตลาด (Freedom needs Markets) ทั้งอิสระของความคิดสร้างสรรค์ก่อให้เกิดตลาด อันเนื่องมาจากความคิดสร้างสรรค์ได้มีการค้นคว้า ทำเป็นข้อมูลที่มูลค่าราคา และสามารถแลกเปลี่ยนนำไปใช้ประโยชน์ได้

     สำหรับประเทศไทย จอห์น บอกว่า ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และโรงแรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก จัดว่าทำได้ดีก็ให้มุ่งเน้นสร้างจุดแข็งอย่างจริงจัง

     สำหรับภาคธุรกิจ กับการนำ Creative Economy มาประยุกต์ใช้ให้ได้ผล สำหรับบุคคล จะต้องสร้างให้ตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ก่อน ไม่ว่าในภาคอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ อาทิ นักโฆษณา นักสื่อสารมวลชน หรือนักสถาปนิก สำหรับธุรกิจ นั้นก็ต้องรู้จัก และเข้าใจในสิ่งที่ตนจะทำธุรกิจ อย่างรอบด้าน 

     ในรายงานของ UNCTAD ระบุว่า อุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ จัดเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับโลกมากขึ้น มีอัตราเฉลี่ยเติบโตประมาณ 8.7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2000-2005 ในกลุ่มประเทศยุโรป มูลค่า สินค้า บริการได้ถูกส่งออกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกคิดเป็นมูลค่า 424.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ คิดเป็นสัดส่วน 3.4 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการค้าโลก ส่วนกลุ่มประเทศ เอเชีย คาดการณ์ว่าในอนาคตจะกลายเป็นอันดับสองของโลกในการส่งออกสินค้าประเภทความคิดสร้างสรรค์ โดยมีจีนเป็นประเทศที่ถูกจับตามากที่สุดแห่งหนึ่ง

     "ปัจจุบันแนวคิดเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ เป็นที่ยอมรับจากรัฐบาลของประเทศต่างๆทั่วโลก ในฐานะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต อีกทั้งยังเป็นรูปแบบเศรษฐกิจระบบใหม่ที่เปิดให้บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารเศรษฐกิจ" ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการสำนักงานบริหาร และพัฒนาองค์ความรู้ หรือ สบร. OKMD บอกถึงบทบาทสำคัญของ CE

     นิยามหรือคำจำกัดความของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ นิยามที่ดูเหมือนจะเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในไทยนั้นที่ระบุว่าเป็น “แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งาน และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคม และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่” และจากข้อมูลสภาพัฒน์ฯ ระบุว่าขอบเขตของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่กำหนดขึ้นมานั้น มีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนนั้นคือครอบคลุม การสืบทอดทางมรดกและวัฒนธรรม ศิลปะ สื่อสมัยใหม่ และงานสร้างสรรค์และออกแบบ

     อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ผู้ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม อาชีพประยุกต์  รูปแบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับงานด้านวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ได้กล่าวถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ คือต้องการให้ประเทศไทยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยการผสานเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ร่วมกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยทุกๆ ด้าน ซึ่งจะทำให้การใช้เทคโนโลยีกลมกลืนกับการเรียนรู้ตลอดจนการดำเนินชีวิตใน 4 ด้านหลัก รวมมูลค่าเกือบ 8 แสนล้านบาท คิดเป็น  10 % ของจีดีพี ประเทศไทย ได้แก่ 1.ด้านวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว 2.5 แสนล้านบาท 2.งานศิลปะไทย เช่น การแสดงโขน คิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท 3.สื่อบันเทิง เช่น การสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันและดิจิทัล คอนเทนท์ มูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท และ 4 แฟชั่นดีไซน์ งานออกแบบ มูลค่ากว่า 5.2 ล้านบาท เพื่ออีก 3 ปีข้างหน้าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงอุตสาหกรรมได้มากกว่าที่เป็นอยู่

     ส่วนในมุมมองของนักวิชาการ รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งได้เผยแพร่ในกรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552 ได้เสนอแนะว่า 

     “ผมอยากจะให้มองเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้กว้างกว่าที่กำหนดไว้ เนื่องจากเรื่องของความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดคุณค่าสามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้ในทุกอุตสาหกรรม สิ่งที่เราควรจะสนับสนุนนั้นไม่ใช่อยู่แค่ที่อุตสาหกรรมเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น แต่ควรจะทำให้ประเทศไทยเป็น Creative Economy อย่างแท้จริง นั้นคือทุกอุตสาหกรรม ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญกับการคิดค้น และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดคุณค่า เนื่องจากการเศรษฐกิจที่เป็น Knowledge Economy นั้นไม่เพียงพอ ความรู้นั้นทุกคนสามารถแสวงหาได้อย่างถูก เร็ว และง่ายขึ้น และแถมคอมพิวเตอร์ก็สามารถที่จะทำงานและคิดแทนมนุษย์ได้ในหลายๆ อย่าง ดังนั้น อนาคตของประเทศ อุตสาหกรรม และองค์กรต่างๆ ไม่ได้อยู่บนแค่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดคุณค่าด้วย 

     การคิดเชิงออกแบบหรือ Design Thinking นั้นไม่ควรจะจำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ควรจะสามารถนำแนวคิดในเรื่องของการคิดเชิงออกแบบและสร้างสรรค์ไปใช้กับอุตสาหกรรมอื่นด้วย หลายครั้งที่สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นความคิดสร้างสรรค์นั้น เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงในสิ่งที่อาจจะสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ Steve Jobs ของ Apple เองระบุไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นเพียงแค่การเชื่อมสิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น ถ้าอยากจะฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์ก็ไม่ยากครับ เพียงเริ่มจากการหัดที่จะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน”

     ในขณะที่นักวิชาการผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักคิดหัวก้าวหน้าของไทย อย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้แสดงความห่วงใยผ่านถ้อยคำในหนังสือพิมพ์มติชนว่า 

     “ฐานของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์คือสังคมเชิงสร้างสรรค์ ไม่ควรมองแคบๆ แต่เพียงการสร้างตลาดให้แก่สินค้าและบริการเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น มิฉะนั้นแล้วเงินสองหมื่นล้านบาทจะถูกละลายไปกับการอุดหนุนบุคคลต่างๆ ที่มีกำลังเข้าถึงงบประมาณ ในขณะที่สังคมไทยก็ยังเซื่องๆ ต่อไป ไม่กล้าคิดสร้างสรรค์อะไรมากไปกว่าที่รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ (ซ้ำสิ่งที่ถือว่าเป็นมรดกของบรรพบุรุษยังถูกนิยามไว้แคบมากเสียอีก) สรุปให้เป็นรูปธรรมกว่านั้นก็คือ เราจะใช้เงิน 20,000 ล้านบาทอย่างไร? เราควรลงทุน (ทั้งเงินและอื่นๆ ซึ่งยากกว่า) เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมเชิงสร้างสรรค์ มากกว่าลงทุนไปกับบุคคลที่อ้างว่าสามารถผลิตสินค้าและบริการเชิงสร้างสรรค์ได้

     ยกตัวอย่างจากวิธีนิยามของ UNCTAD ได้ดังนี้ ในกลุ่มเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม อย่าคิดถึงแต่ภูมิปัญญาในการสานกระบุงตะกร้าเพียงอย่างเดียว ต้องคิดต่อไปถึงสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการหาวัสดุ, เวลาของผู้ผลิตซึ่งหมายถึงผลผลิตที่ต้องมีตลาดรับซื้อในราคาที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต, รวมทั้งต้องคิดถึงใจของผู้ผลิต ที่ไม่โดนหนี้ลนก้นพอที่จะคิดลวดลายแปลกใหม่จากของเดิมได้ด้วยเป็นต้น”

     แนวคิดที่บ่งบอกถึงความเห็นต่างและไม่ไว้วางใจต่อแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย CE ของรัฐบาลไทย ว่าจะไปรอดหรือไปถูกทางหรือไม่นั้น ไม่เพียงแต่จะสะท้อนออกมาจากความเห็นของนักวิชาการบางกลุ่ม แต่ยังสะท้อนออกมาผ่านความคิดเห็นของสื่อมวลชนหลายแขนง 

     คอลัมนิสต์ผู้ใช้นามปากกา ‘พันแสง’ จาก สำนักข่าวเจ้าพระยา ก็เป็นผู้หนึ่งที่ออกมาแสดงอาการส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ผ่านข้อเขียนหนึ่งจากสำนักข่าวเจ้าพระยา 

     “…ฟังแล้วก็ยังงงอยู่ดีนั่นแหละว่า ในทางปฏิบัติจริงๆ นั้น รัฐบาลจะทำอะไรให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอันได้บ้าง ดูแล้วผมกลับมีความรู้สึกว่า  รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังจะใช้เงินราว 1.5 หมื่นล้านบาท “สร้างภาพหลอน” คนไทยให้เกิดความรู้สึกทางจิตวิทยา เอาละนะ รัฐบาลจะ “กู้เศรษฐกิจ” แล้วนะ อะไรทำนองนั้น และนี่ดูเหมือนจะเป็นการอาศัย “ภาพหลอน” ที่ประเทศใหญ่ ๆ อย่าง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเกาหลีใต้ เป็นต้นแบบแล้วดัดแปลงให้เหมาะสมกับสังคมไทย

     คำอธิบายที่คุณอภิรักษ์บอกว่า จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาผสมผสานกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยใน 4 ด้านหลักนั้น ผมอยากจะบอกว่ามันเป็นเพียง “นามธรรม” ที่ถูกนำมากล่าวอ้างให้คนไทยเคลิบเคลิ้มหรือคล้อยตามความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มากกว่ากระมังครับ เพราะพยายามคิดคล้อยแล้วก็ยังมองไม่เห็นภาพ 

     ยกตัวอย่าง การ “ฉก” เงินงบประมาณจากกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งจำนวน 2.5 แสนล้านบาท เพื่อดูแลด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว คุณอภิรักษ์ควรชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจะนำเงิน 2.5 แสนล้านบาทนั้นไปทำอะไรบ้าง และมีเหตุผลอะไร จึงไม่ยอมให้กระทรวงวัฒนธรรมที่จะต้องมาร่วมมือกับโครงการของคุณอภิรักษ์เขาลงมือทำกันเอง หรือเป็นเพราะไม่เชื่อมือผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงนั้น

     ผมจึงเริ่มคลางแคลงใจว่า โครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ว่านี้ จะเป็นการจัดทำโครงการเพื่อแอบล้างผลาญงบประมาณกันเหมือนโครงการชุมชนพอเพียงอีกหรือไม่ เพราะฟังชื่อโครงการแต่ละโครงการที่พรรคประชาธิปัตย์ประดิษฐ์ขึ้นมานั้น ล้วนมีชื่อหรูดีแท้ แต่พอลงมือทำงานกลับมีกลิ่นเน่าเหม็นโชยมาเสียนี่

     จริงๆ แล้ว งานบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้น มีอยู่มากมายมหาศาลนะครับ อย่างเช่น การศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างของระบบราชการที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หรือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดลอกคูคลอง หรือปลูกต้นไม้ตามริมถนนหลวงทั้งประเทศ หรือ ศึกษาว่ามีหน่วยงานประเภท รัฐวิสาหกิจ หรือ องค์การมหาชนใดบ้าง ที่ตั้งขึ้นมาแล้วทำงานไม่เป็นท่า ควรยุบทิ้ง หรือ ศึกษาว่าควรจะผ่าตัดระบบการเกษตรของไทยอย่างไร เพื่อให้สามารถเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกได้จริง ๆ เป็นต้น

     ผมอยากให้รัฐบาลยุติการมองความเจริญเติบโตของบางประเทศ ที่มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมประเพณีที่ต่างไปจากเรา เพื่อเลียนแบบเขาอย่างที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้

     กลับมาปักหลักอยู่ที่ความเป็นไท เพื่อสร้างไทยให้เข้มแข็งจริง ๆ โดยอาศัยความเป็นไทยที่เรามีอยู่ไม่ดีกว่าหรือครับ”


ก่อนจะเดินหน้าต่อไป เรามาลองตอบคำถามสนุกๆ เหล่านี้กันก่อน...

1. ทำไมประเทศไทย จึงต้องเชื่อว่า นาย จอห์น ฮอกิ้น พูดถูก เหมือนดังในยุคหนึ่งที่คนไทยผู้มีอำนาจบางคน เชื่อว่า นาย ไมเคิล พอร์เตอร์ พูดถูก และตอนนี้คนไทยคนนั้นก็อยู่ในสภาพ “ไม่มีแผ่นดินจะอยู่” ไปเรียบร้อยแล้ว 

2. จริงหรือที่คนไทยเราไม่ค่อยจะมีความคิดสร้างสรรค์ จนต้องลุกขึ้นมาส่งเสริมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

3. ไทยเรามีดีอะไรจะขาย? อะไรคือของที่เรามั่นใจว่ามีดีอยู่แล้วจริงๆ ไม่ต้องเสียเงินมหาศาลเพื่อพัฒนาต่อ หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนอื่น ชนิดที่เปลี่ยนช้างเป็นม้า เปลี่ยนวัวเป็นควาย ภายใต้คำว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ที่ทุกคนรุมประนามว่า คนไทยไม่ค่อยจะมี 

4. ตลาดของเราอยู่ที่ไหนกันแน่ เขาต้องการซื้ออะไรจากเรา? เขามองเราอย่างไร คาดหวังอะไรจากเรา ตีราคาเราสูงต่ำแค่ไหน 

5. รัฐบาลควรจะส่งเสริมสิ่งที่เรามีดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก จนกลายเป็นสิ่งดีที่ที่สุดให้โลกยอมรับ ว่าเป็นเป็นที่หนึ่งและหนึ่งเดียวอย่างไร้คู่แข่ง หรือจะส่งเสริมให้ผู้ผลิตหลับหูหลับตาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตัวเองยังไม่รู้จักดี และไม่มีความชำนาญ ออกไปแข่งขันในเวทีที่เราไม่เคยมีสิทธิ์ในการกำหนดกติกา เพื่อจะพ่ายแพ้ยับเยินและแทบไม่รู้เลยว่า จะแข่งไปทำไม?
  
   การยกระดับความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิต ผู้ค้า และ ผู้ให้บริการ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นใจและทำให้ลูกค้ายอมรับได้ว่าสินค้าของตนมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานที่ผู้ซื้อกำหนด

   การสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของสินค้าเป็นหน้าที่ของผู้ขาย โดยเฉพาะผู้ขายที่อยู่ในระบบการค้าสากล ซึ่งต้องสามารถสร้างความมั่นใจและทำให้ลูกค้ายอมรับได้ว่า สินค้าของตนมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานที่ผู้ซื้อกำหนด แต่ภาระดังกล่าวมิใช่กระทำได้โดยง่าย โดยเฉพาะหากไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิคและการจัดการที่ดี

   ในด้านการเมือง ความสำเร็จในการสร้างความเชื่อให้กับมวลชน คือหัวใจสำคัญที่สุดในการปกครองทุกยุกทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่อาจส่งผ่านมาในรูปของศาสนา ลัทธิ  หรือในรูปของระบอบการปกครอง ประชาชนส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้มีอำนาจ ผ่านทางระบบการศึกษาทั้งโดยความรู้ตัวและไม่รู้ตัว ผู้คนเกือบทั้งหมดที่มีโอกาสหรือมีความจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาตามมาตรฐานสังคม จึงหมดเวลาหนึ่งในสามของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงวัยเรียนไปกับการถูกสอนให้เชื่อ มากกว่าการออกไปค้นหาความจริง  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้มีอำนาจยังมีวิธีจัดการกับผู้ที่เป็นปฏิปักษ์หรือแสดงความเป็นขบถต่อระบบการศึกษา ด้วยการลงโทษทางสังคมอย่างเจ็บแสบ และลงท้ายด้วยการขับไล่ผู้เป็นขบถออกจากสังคมส่วนใหญ่ ไปสู่การเป็นคนกลุ่มน้อยที่ด้อยโอกาสทางสังคม เพราะมีตราบาปติดตัว เช่น ผู้ที่ไม่จบการศึกษา ไม่มีวุฒิบัตรหรือเกียรติบัตรรับรองความสามารถ ปิดโอกาสในการไต่ระดับชนชั้นในสังคม สูญเสียโอกาสการแข่งขันในตลาดแรงงาน

   กระบวนการสร้างความเชื่อเหล่านี้ ไม่เพียงแต่อยู่ในระบบการศึกษา แต่ยังมีการหล่อหลอมทางสังคมอีกมากมายหลายรูปแบบ ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งคือการหล่อหลอมโดยใช้ระบบสื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือ ซึ่งทำกันมานานจนฝังแน่นในจิตใต้สำนึก เช่น ความเชื่อว่า มนุษย์เผ่าพันธุ์หนึ่งมีคุณภาพกว่า หรือมีความสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ รวมไปถึงความเชื่อที่ว่า ระดับรสนิยม หรือคุณค่าทางศิลปะ หรืออารยธรรม ของผู้คนในโลกฝั่งตะวันตกสูงส่งกว่าโลกตะวันออก ดังนี้เป็นต้น

   การสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภค ซึ่งต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิต ผู้ค้า และ ผู้ให้บริการเอง จึงต้องนับหนึ่งกันที่การหล่อหลอมในระบบการศึกษา ควบคู่ไปกับการหล่อหลอมทางสังคม ทั้งนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานความจริงว่า คุณภาพสินค้าและบริการเหล่านั้นจะต้องมีมาตรฐานที่ดีด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับโดยปราศจากข้อกังขา จากผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้ค้า รวมถึงผู้ที่มีหน้าสื่อสารหรือเจรจาการค้าทั้งในระดับประเทศและระดับสากล 


   ก่อนที่เราจะผลักภาระในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าและบริการของไทยให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบ ลองมาดูกันเล่นๆ ว่า ปัจจุบันคนไทยเรามีความเชื่อมั่นกับอะไรไทยๆ มากแค่ไหน จากตัวอย่าง ‘คำคุณศัพท์’ ที่ขยายภาพให้เห็นลักษณะและความรู้สึกที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อสิ่งเหล่านี้

หนังไทย – น้ำเน่า
เพลงไทยเดิม – เบื่อ
เพลงไทยร่วมสมัย – ตามก้นฝรั่ง
อาหารไทย – อร่อยดี แต่ถ้ามีเงินจะไปกินอาหารฝรั่งหรือญี่ปุ่นเพื่อความหรูหรา
แฟชั่นไทย – ใส่ของก๊อปแบรนด์เนมหรือซื้อของนอกมือสองยังรู้สึกดีกว่า
ศิลปะไทย – รู้จักแต่จิตรกรรมฝาผนังในวัด
นาฏศิลป์ไทย – อนุรักษ์ไว้ให้ฝรั่งดูละกัน คนไทยไม่ดูหรอก
วรรณกรรมไทย – รู้จักแต่ในวิชาภาษาไทย
เทคโนโลยีไทย –มีด้วยเหรอ
ดีไซน์ไทย – อะไรอ่ะ
สถาปัตยกรรมไทย – รู้จักแค่วัดกับวัง
ข้าราชการไทย – เช้าชามเย็นชาม
นักการเมืองไทย – คอรัปชั่น
ชนบทไทย – ลำบาก
เมืองหลวงไทย – รถติด แออัด
หน้าไทยๆ – ไม่ทันสมัย หน้าฝรั่งหรือหน้าเกาหลีจะรุ่งง่ายกว่า
เหล้าไทย – คนรวยไม่ดื่มหรอก
แรงงานฝีมือไทย – ไม่มีความคิดสร้างสรรค์
ชาวนาไทย – โง่ ยากจน เป็นหนี้เจ็ดชั่วโคตร
การศึกษาไทย – ล้าหลัง
โรงเรียนไทย – ประชาบาล?  โรงเรียนนานาชาติดีกว่ามั้ง
เด็กไทย – ถนัดท่องจำ คิดไม่เป็น
มหาวิทยาลัยไทย – หอคอยงาช้าง
เศรษฐกิจไทย – ไม่มีอนาคต
การเมืองไทย – สกปรก ซ้ำซาก
การท่องเที่ยวไทย – ทัวร์ฉิ่งฉับมีไว้ขายคนไทย ทัวร์ไฮโซมีไว้ขายฝรั่ง
คนไทย – ไม่มีวินัย

…………………………………………………

     จะเห็นได้ว่า ทัศนะการมองโลกในแง่ร้ายที่ผู้บริโภคจำนวนมากมีต่อหลายสิ่งหลายอย่างภายใต้ความเป็นไทยนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่พร้อมจะยอมรับ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่า อาจไม่จริงทั้งหมด แต่การถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า ความเป็นไทยของตนมีความด้อยกว่า ที่ฝังแน่นในระดับจิตใต้สำนึก  ย่อมจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขทัศนคติของคนไทยเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการปลูกฝังความเชื่อในด้านดี หรือเพิ่มความนิยมชมชอบให้ขยายออกไปสู่ผู้บริโภคในระดับสากล

การพิจารณาความสามารถในการแข่งขัน  

     เนื่องจากหลักสูตรการศึกษาส่วนใหญ่ของไทยเป็นการดำเนินรอยตามตะวันตก ดังนั้น เมื่อมีการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน จึงใช้เกณฑ์หรือกติกาที่โลกตะวันตกเป็นผู้กำหนดขึ้นมาตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และอีกสารพัดศาสตร์ที่เป็นชื่อคณะในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่มักปรากฏผลว่า ผู้ผลิตและผู้ประกอบการของไทยเราด้อยความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจแทบทุกประตู ก็เป็นผลการวิเคราะห์ที่มาจากพื้นฐานการคิดแบบตะวันตก ยกตัวอย่างจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาของคนทั้งโลก แต่ความจริงเป็นการแข่งขันที่เกิดมาตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตก กฏกติกา ความพร้อม ทักษะความชำนาญรวมถึงสรีระของนักกีฬาที่เหมาะสมกับกีฬาประเภทต่างๆ ล้วนเป็นไปตามแนวทางของตะวันตก จนกระทั่งเมื่อโอลิมปิกกลายเป็นกีฬาของชาวโลกแล้ว ผู้ชนะในเกมส่วนใหญ่ก็เป็นชาวตะวันตกทั้งสิ้น

     การส่งประเทศไทยเข้าแข่งขันในทุกเกม เพื่อช่วงชิงตำแหน่งประเทศมหาอำนาจบนเวทีโลก ที่เราไม่เคยมีสิทธิ์ในการกำหนดกติกานั้น จึงเป็นความพยายามที่สูญเปล่าและไร้ค่า

     เราได้ผ่านยุคของการคิดใหม่ทำใหม่ คิดนอกกรอบ คิดแบบบูรณาการ คิดอย่างสร้างสรรค์ และล่าสุด เราได้นำทฤษฎีเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของนายจอห์น ฮอกิ้น ออกมาปัดฝุ่นขึ้นหิ้งโชว์ ในฐานะที่จะเป็นกลไกทำให้ ‘ไทยเข้มแข็ง’ หลังจากที่ ‘โครงการชุมชนพอเพียง’ ซึ่งทำท่าว่าจะมีกำลังไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการทุจริตจำนวนมากกำลังแอบหลบฉากไปเงียบๆ 

     ณ จุดนี้ เราคงไม่ตัดสินว่ารัฐบาลเก่าหรือใหม่ที่ล้มเหลวมากกว่ากัน แต่ประเด็นที่น่าจับตาก็คือ ไม่ว่านักการเมืองไทยจะหยิบเอาทฤษฎีเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกคนไหน มาเป็นจุดขายในการละลายงบประมาณ หรือเพื่อจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งขึ้นมาจริงๆ ย่อมเป็นกลยุทธ์ที่เปิดจุดอ่อนให้ประเทศคู่แข่งกระโดดเข้ามาสกัดดัดหลังได้เสมอ เพราะทฤษฎีเหล่านั้นได้กำหนดสูตรต่างๆ เอาไว้ชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวของเราย่อมคาดเดาได้ และย่อมจะถูกโจมตีได้อย่างง่ายดายหากมีผู้ไม่หวังดี การหลับหูหลับตาดำเนินไปในระบบหรือเดินตามสูตรที่มีการวางแผนไว้แล้วโดยคนต่างชาติเจ้าของคัมภีร์ที่เป็นคู่แข่งขัน จึงไม่ต่างอะไรกับการเดินไปในเขาวงกตที่มีใครบางคนยืนหัวเราะกับจุดจบของเราที่เขารู้ล่วงหน้าอยู่ข้างบน

     แม้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย จะมิได้มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แต่แนวพระราชดำริ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เป็นหนึ่งในทฤษฎีทางเศรษฐกิจของไทยแท้ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่ประเทศของเราจะหันมาสร้างมาตรฐานคุณภาพ สร้างกติกาของตนเอง และดำเนินอยู่ในกรอบของความพอเพียง ฝึกฝนให้เข้มแข็งและมีชัยชนะในเกมของตัวเอง เลิกวิ่งตามแข่งขันเพื่อจะพ่ายแพ้ในเกมของคนอื่น น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว ซึ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในมิติต่างๆ ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ในมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น แนวพระราชดำริ ‘ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง’ ก็เป็นทฤษฎีที่ทรงดำริให้สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องยากที่ชาติอื่นๆ จะมารู้เท่าทัน หรือเข้าใจเราได้ดีกว่าเราเข้าใจตัวเอง โอกาสที่เขาจะมาตลบหลังเราเหมือนกับการตามก้นตำราเศรษฐกิจทฤษฎีอื่นๆ ก็จะน้อยกว่ากันมาก แต่ที่น่าเศร้าคือผู้มีอำนาจกลับให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่ประชาชนได้อย่างไม่ทั่วถึง และไม่ลึกซึ้งเท่าที่ควร แนวคิดในการพึ่งพาตัวเองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงผ่านการรับรู้แต่เพียงผิวเผิน 

     การเลือกพึ่งตัวเอง จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ก่อนว่า เรามีศักยภาพที่แท้จริงในด้านไหนบ้าง เป็นอันดับแรก ต้องดูให้แน่ใจก่อนว่า เรามีอะไรที่น่าเชื่อถือพอที่จะให้พึ่งได้จริง หากตัดเรื่องเหตุผลออกไป มาดูที่ปัจจัยความเชื่อมั่นเพียงเรื่องเดียว คนไทยเรามีศรัทธาหรือความรู้สึกในแง่ดีต่อสินค้าหรือบริการใดที่เป็นของตัวเองบ้าง

     ลองมาดูตัวอย่างเล่นๆ กันสักหน่อย 

     สมมุติว่า นักการเมืองคนดังของไทย มีเงินทองมากมาย ร่ำรวยล้นฟ้า หากเขารอดชีวิตจากการถูกลอบทำร้าย ขณะนั่งอยู่ในรถยนต์ราคาแพง ย่อมไม่มีใครสนใจว่าเขารอดชีวิตเพราะใช้รถยุโรปหรือรถญี่ปุ่น เขาสวมนาฬิกาสวิสเรือนละกี่ล้าน ใส่สูทแบรนด์เนมยี่ห้ออะไร ดื่มไวน์วินเทจไหน แต่คนจะสนใจอยากรู้ว่า “เขาห้อยพระอะไร มีของดีอะไรติดตัว?”

       สมมุติว่า ภรรยาของคนขับซาเล้งจะไปงานแต่งงานของญาติ แม้จะเป็นชนชั้นรากหญ้าในสังคม แต่เธอก็ไม่รีรอที่จะเจียดเงินจำนวนเล็กน้อย ไปกับการปรุงโฉม ณ ร้านเสริมสวยหน้าปากซอย ที่ไม่เพียงแต่จะสระเซ็ทผมให้สวยงาม ยังสามารถตัดแต่งเล็บทั้งมือและเท้าให้ได้อย่างไม่รังเกียจ ด้วยค่าตอบแทนอันน้อยนิด

     ทั้งสองตัวอย่างเล่นๆ ที่ยกมานี้ อาจไม่ใช่ภาพที่แท้จริงทั้งหมดของสิ่งดีๆ ที่คนไทยมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าชาติอื่นในโลก แต่ก็เป็นตัวอย่างจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทรัพยากรด้าน ‘ศรัทธา-ความเชื่อ’ กับทรัพยากรด้าน ‘หัวใจบริการ’ ของไทยเรานั้นมีความแข็งแกร่งมากถึงมากที่สุด จนยากจะหาชาติใดในโลกที่มีอำนาจในการแข่งขันด้านนี้ เทียบเท่ากับเรา

     การพัฒนาทรัพยากรด้าน ‘หัวใจบริการ’ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ยากและเราก็ทำกันอยู่แล้ว แต่หากมีผู้นำประเทศคนใดหยิบยกเรื่อง ทรัพยากรด้าน ‘ศรัทธา-ความเชื่อ’ มาเป็นเครื่องมือในการบริหารความมั่งคั่งให้กับประเทศ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะต้องได้รับการเหยียดหยามและประนามอย่างน่าอดสู ในการที่จะนำประเทศไปสู่ความโง่งมงาย สวนทางกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก อย่างไรก็ตาม ถ้าใครได้ลองคิดถึงจำนวนมหาชนจากทั่วโลกที่เดินทางไปวาติกัน หรือไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะ ในแต่ละปี คูณกับตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อคน หารด้วยมูลค่าความงมงาย คำตอบของสมการนี้คืออะไร? ทั้งนี้ยังไม่รวมเม็ดเงินของเหล่ามหาเศรษฐีที่นั่งเครื่องบินเจ็ทไปชิมไวน์ลิมิเต็ดเอดิชั่นทั้งหลายถึงไร่องุ่นในฝรั่งเศส นั่นก็เป็นความงมงายอีกชนิดหนึ่งซึ่งใครก็ละเมิดมิได้ เพราะเป็นความงมงายของคนมีเงิน

     ความงมงายคืออะไรไม่รู้ จริงหรือที่ผู้คนในประเทศมหาอำนาจที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสุดล้ำ จะให้ความสำคัญกับความเชื่อน้อยกว่าผู้คนในโลกที่สาม ลองคิดดูว่า มีสัดส่วนประชากรมากมายแค่ไหนในโลกที่เชื่อว่าตนเองสืบเผ่าพันธุ์มาจากนายอาดัมกับนางอีฟ และความเชื่อดังกล่าวย่อมสวนทางกับการค้นพบของเหล่านักวิทยาศาสตร์ ที่พยายามไขความลับของโลกอย่างเอาเป็นเอาตาย
     นอกเหนือไปจากนั้น ยังมีเรื่องความต้องการอาหารในระดับโลกที่จะทวีเพิ่มขึ้น สวนทางกับพื้นที่ทางการเกษตรที่มีแนวโน้มว่าจะลดลง ก็ยังเป็นอีกจุดหนึ่งที่พึ่งได้แน่ๆ ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์และมีแรงงานภาคการเกษตรเหลือเฟืออย่างไทยเรา

     ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพื่อจะบอกว่า การที่รัฐบาลจะยกเอาทฤษฎีเสรษฐกิจสร้างสรรค์ ของนาย ฮอกิ้น มาสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย เป็นเรื่องที่ผิด เพราะการมีความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นเรื่องที่ดีเสมอ เพียงแต่การใช้เงินอุดหนุนช่องทางแห่งการสร้างสรรค์สำหรับประเทศยากจนอย่างเรา ซึ่งต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามา โดบมีดอกเบี้ยทบทวีคูณเป็นระเบิดเวลานั้น ควรจะเป็นไปอย่างรอบคอบ และเกิดประโยชน์จริงๆ สามารถแก้ได้ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ใช่เป็นไปแบบไฟลามทุ่ง ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือขี่ช้างจับตั๊กแตน การพิจารณาอุดหนุน (ซึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว) ควรจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ในกรอบของเวลาที่กำหนด เพราะแผนการใช้เงินก้อนนี้นอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วนแล้ว ก็ควรจะใช้ให้เป็นประโยชน์จริงๆด้วย การส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจสร้างสรรค์ทั้งหลาย ควรจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันในกรอบวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ไม่ใช่แจกเงินให้แล้ว ผู้รับก็แข่งกันวิ่งหนีแตกกระจายไปคนละทิศคนละทาง ไม่มีมรรคผลใดๆเป็นรูปธรรมต่อความเจริญของประเทศ นอกจากหนี้สิน ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 

และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า โอกาสที่เราจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันใดๆนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีส่วนในการกำหนดกติกา หรือดึงเขามาแข่งในเกมของเราบ้าง เพราะการกระโดดเข้าแข่งขันในเวทีที่รู้กันอยู่ว่าต้องแพ้ทั้งปีทั้งชาติ เป็นเรื่องที่โง่ เจ็บปวด และเสียเวลาเปล่า

....................................

วีร์วิศ 
บรรณาธิการบริหาร
27 พฤศจิกายน 2552


    
 
    Share to Facebook



 
----------------------------------------------------------------------------------------
ให้คะแนนบทความนี้
คะแนนบทความนี้: 1.9/5ดาว (จากจำนวนโหวต 31 votes )

 


ArtBangkok.com ออกแบบและจัดทำโดย บริษัท ดีพี สตูดิโอ จำกัด เลขที่ 30 สุขุมวิท 85 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260
โทร.02-3311610 โทรสาร 02-3311618 email artmaster@artbangkok.com
Copyright 2003 ArtBangkok.com All rights reserved
            guide tour thailand ครีมสมุนไพรจุฬา